นอริช ซิตี้ นกขมิ้นสีเหลืองกับฉายาขาประจำจอมตกชั้น

ในการแข่งขันที่มีทั้งความสมหวังและผิดหวัง ในการแข่งตลอดฤดูกาลเมื่อจบนัดที่ 38 ของพรีเมียร์ลีกแล้วก็มีจะทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ในตาราง ซึ่งสามทีมที่อยู่ท้ายตารางก็จะต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีกรองอย่างแชมเปียนส์ชิพ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีทั้งทีมใหญ่ที่พลิกตกชั้นไปอย่างน่าเสียดายทั้งแบล็คเบิร์น โรเวอร์หรือลีดส์ ยูไนเต็ดที่เคยเป็นถึงอดีตแชมป์ลีกสูงสุด และทีมขาประจำที่คอยเลื่อนชั้นตกชั้นอยู่ตลอดเวลาเช่น นอริช ซิตี้ เจ้าของฉายานกขมิ้นสีเหลืองนั่นเอง โดยที่การเลื่อนชั้นของพวกเขาเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง แต่ทว่าการตกชั้นของพวกเขากลับมีจำนวนมากกว่าเสียอีก เรียกว่าเป็นทีมขาประจำที่คอยเป็นน้องใหม่หน้าเก่าเสมอในลีกสูงสุดของอังกฤษ

การเลื่อนชั้นของพวกเขา

การเลื่อนของเขาครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 2004-2005 ซึ่งเป็นถือเป็นทีมหน้าใหม่ในพรีเมียร์ลีกเป็นอย่างมากในเวลานั้น เพราะเป็นเวลาเกือบสิบปีที่พวกเขาต้องตกชั้นลงไป พร้อมกับสถิติที่ไม่น่าจดจำอย่างการที่พวกเขาไม่สามารถคว้าชัยนอกบ้านของพวกเขาได้เลยสักนัดเดียว และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงทำได้แค่อันดับที่ 19 หลังจากจบฤดูกาลไป และพวกเขาต้องรออีกถึง 7 ปีจนกระทั่งก้าวขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งนึง โดยในระหว่างนั้นพวกเขาต้องลงไปเล่นในลีกลำดับที่ 3 ก่อนจะเลื่อนชั้นกลับขึ้นในแชมเปียนส์ชิพอีกครั้งและใช้เวลาอีก 2 จนกลับมาสู่ลีกสูงสุดในปี 2011 ลงแข่งขันได้นานถึง 3 ฤดูกาลก่อนจะที่ในปี 2015 พวกเขาจะลงไปเล่นในแชมเปียนส์ชิพเหมือนเดิม แต่ทีมนกขมิ้นก็ไม่ต้องบินต่ำอยู่นาน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจบฤดูกาลด้วยลำดับที่ 3 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ พวกเขาทำได้เพียงไปแข่งเพลย์ออฟต่อแต่นอริชก็สามารถปราบทีมอิปส์วิช ทาวน์และมิดเดิ้ลส์โบห์จนคว้าตำแหน่งแชมป์เพลย์ออฟและก้าวขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกอันเป็นที่รักของเขาได้อีกครั้ง

และการเลื่อนชั้นครั้งสุดท้ายของเขาถือว่าเป็นครั้งที่สวยงามที่สุดของสโมสร เพราะพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกแชมเปียนส์ชิพได้สำเร็จโดยทำไปได้ถึง 94 แต้มจาก 46 นัด เรียกว่าเหล่านักพนันยิ้มแก้มปริ เพราะลงแข่งในลีกรองเป็นประจำจนประสบความสำเร็จ วางเดิมพันอย่างไรก็ชนะทุกทีเลยทีเดียว

การตกชั้นของพวกเขา

มีพบก็ต้องมีจาก แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเลื่อนได้บ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเขากลับไม่เคยอยู่ในพรีเมียร์ลีกได้นานเกิน 4 ฤดูกาลเลย หลังจากที่ตกชั้นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกในปี 1995 ซึ่งในสมัยนั้นยังมีทีมลงแข่งทั้งหมด 22 ทีม และพวกเขาจบด้วยอันดับที่ 20 และต้องตกชั้นไปพร้อม ๆ กับคริสตัล พาเลซ เลสเตอร์ ซิตี้และอิปส์วิช ทาวน์ ก่อนที่จะต้องรอเป็นเกือบ 10 ปีเพื่อที่จะกลับขึ้นชั้นอีกครั้ง แต่ทว่าในฤดูกาลถัดมานอริชกลับทำได้แค่ 33 แต้มซึ่งน้อยกว่าทีมที่รอดตกชั้นเพียงแต้มเดียวและน่าเสียใจไปกว่านั้นคือก่อนลงแข่งนัดสุดท้ายพวกเขาอยู่อันดับที่ 17 โซนปลอดภัยแต่กลับไม่สามารถออกไปแพ้ฟูแล่มถึง 6-0 จนต้องยอมรับชะตากรรมไป แต่เรื่องน่าเศร้าของพวกเขายังไม่จบหลังจากที่เมาหมัดอยู่ในแชมเปียนส์ชิพอยู่ 4 ปี พวกเขาก็ต้องตกชั้นไปอยู่ลีกวัน ซึ่งเป็นลีกลำดับที่สามของประเทศอังกฤษ ก่อนจะใช้เวลาไม่นานจนกลับมาสู่พรีเมียร์ลีกในที่สุด

เรียกว่านอริชยุคใหม่ทำได้ดีมากขึ้นเมื่อพวกเขายังลองเล่นในพรีเมียร์ลีกได้นานถึง 3 ฤดูกาลก่อนจะพลาดท่าตกชั้นอีกครั้งในปี 2014 แล้วกลับขึ้นมาใหม่ในปี 2015 แล้วตกกลับลงไปอีกครั้งด้วยอันดับ 19 ของตาราง ก่อนจะขอปิดท้ายสด ๆ ร้อน ๆ ในปี 2020 ที่พวกเขาจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 20 ครองตำแหน่งสุดท้ายของตารางแม้จะเป็นปีที่แจ้งเกิดของกองหน้าอย่างปุ๊กกี้ก็ตาม

น่าเสียดายที่ทีมนกขมิ้นสีเหลืองกลับไม่สามารถรักษามาตรฐานของตัวเองจนไม่อาจจะอยู่ในลีกสูงสุดได้เป็นเวลานาน แต่เชื่อได้เลยว่าด้วยประสบการณ์ของพวกเขาจะทำให้แฟนบอลคงไม่ต้องคอยรอนานที่จะได้เห็นทีมเขียวเหลืองนี้กลับมาแข่งในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง และหวังว่าคราวนี้พวกเขาจะกลายเป็นขาประจำในลีกสูงสุดเสียที

30 ปีของลิเวอร์พูล จากวันที่ไปยุโรปก็พอแล้วสู่ผู้นำที่แท้จริง

ถ้ามีลูกตั้งแต่วันที่ทีมหงส์แดงเป็นแชมป์ครั้งสุดท้าย ตอนนี้เด็กคนนั้นก็ต้องทำงานหรือมีครอบครัวไปแล้ว นั่นคือระยะเวลานานกว่า 30 ปีที่ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ลีกสูงสุดในช่วงที่พรีเมียร์ลีกยังไม่เคยเกิดขึ้น โดยช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นพวกเขาต่างเฝ้ารอความสำเร็จในประเทศตัวเองมาตลอด และต้องอยู่ใต้ร่มเงาของคู่ปรับอย่างปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งช่วงนึงที่พวกเขาขอแค่ทำอันดับไปแข่งยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกให้ได้ก็พอ ก่อนที่การมาของผู้จัดการทีมชาวเยอรมันอย่าง เจอร์เก้น คลอปป์ที่ทำให้พวกเขาไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จอย่างสวยงาม

ช่วงตกต่ำของทีม

นับตั้งแต่วันที่ลิเวอร์พูลทีผู้จัดการทีมที่ชื่อว่าเคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่พาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ พวกเขาก็เปลี่ยนตัวโค้ชมาหลายต่อหลายคนทั้งแกรม ซูเนส รอย อีแวนส์ไปจนถึงราฟาเอล เบนิเตซ จนครั้งนึงที่คิงเคนนี่ต้องกลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้ทีมคว้าแชมป์ได้อีกเลย โดยเฉพาะช่วงปี 2003 ของเชอร์ราด์ อูลิเยร์ที่พวกเขาต้องพลาดการไปเล่นรายการยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ด้วยซ้ำเพราะพวกเขาจบฤดูกาลในอันดับที่ 5 และจากการแพ้ต่อเชลซีในนัดสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีกเมื่อฤดูกาลสุดท้ายของราฟาเอล เบนิเตซที่ความมหัศจรรย์สมัยที่เขาพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้หมดลงไปแล้ว ทำให้เขาทำอันดับได้แค่ที่ 7 ก่อนที่รอย ฮอดจ์สันและเคนนี่ ดัลกริชจะมารับช่วงต่อ แต่ทีมก็ยังไม่สามารถกลับไปลงแข่งในรายการใหญ่ประจำทวีปยุโรปได้เสียที จนกระทั่งการมาของเบรเดน รอดเจอร์ส ที่เกือบทำให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหากว่าพวกเขาไม่พลาดในช่วงสี่นัดสุดท้ายของฤดูกาลและทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ตกเป็นรองมาตลอดเกือบทั้งซีซั่น ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปแบบน่าเจ็บใจ

การมาของเจอร์เก้น คลอปป์

ฝันร้ายของลิเวอร์พูลต้องใช้เวลารักษาอยู่นานพอควร เพราะว่าการมาของกุนซือชาวเยอรมันไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงทีมได้ในช่วงข้ามคืนแต่พวกเขาก็มีความหวังมากขึ้น เพราะในฤดูกาลแรกที่เขาลงแข่งก็สามารถไปถึงรอบชิงชนะเลิศในรายการยูฟ่า ยูโรป้าคัพแต่พวกเขากลับต้องพ่ายแพ้ต่อเซบีย่าไป 3-1 จนเป็นได้แค่รองแชมป์เท่านั้น ก่อนที่ฝันร้ายของเขาจะยังไม่จบเมื่อปีต่อมาก็ทำได้เพียงเป็นรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในแมตช์ที่ผู้รักษาประตูอย่างคาริอุสจะต้องจดจำไปอีกนาน และแล้วความสำเร็จของนายใหญ่ชาวเยอรมันก็มาถึงเมื่อในฤดูกาล 2018-2019 พวกเขาสามารถเอาชนะท็อตแนม ฮอสเปอร์จนคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ของยุโรปไปได้เป็นสมัยที่ 6 แม้ว่าในฤดูกาลเดียวกันพวกเขาจะพลาดท่าเป็นได้แค่รองแชมป์พรีเมียร์ลีกเท่านั้น โดยมีแต้มห่างจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้แค่เพียง 1 คะแนนเท่านั้น แต้มห่างแค่นี้เรียกว่านักพนันทีมแชมป์มีทั้งยิ้มและโกรธเคืองเลยทีเดียว

แต่แล้วการรอคอยของเดอะ ค็อปก็จบลงเมื่อฤดูกาล 2019-2020 พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จจากมาตรฐานที่แข็งแกร่งของพวกเขาที่แพ้แค่ 3 นัดและเก็บไปได้ถึง 99 แต้ม เป็นทีมอันดับหนึ่งแบบรวดเดียวจบได้อย่างสมศักดิ์ศรีและชื่อของเจอร์เก้น คล็อปป์จะถูกจดจำไปอีกนานเลยทีเดียว

แม้ว่าการฉลองของพวกเขาจะจืดชืดกว่าทุกปีเนื่องจากสถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่ยังมีโรคระบาดไปแทบทุกพื้นที่ และฤดูกาลจะต้องแข่งขันกันนานกว่าปกติ เพราะมีการพักไปกว่า 3 เดือน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แฟนของลิเวอร์พูลจะต้องเสียใจอะไร เพราะถ้วยสำคัญที่พวกเขาห่างเหินมานานได้มาสู่อ้อมกอดของเขาแล้ว และก้าวต่อไปของเขาก็คือจะทำอย่างไรถึงจะกลับมาคว้าแชมป์แบบนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งในอนาคตอาจจะเป็นชื่อของทีมลิเวอร์พูลอีกครั้งที่เป็นผู้นำในฐานะสโมสรที่คว้าแชมป์ลีกได้มากที่สุดบนเกาะอังกฤษ

ตลาดการซื้อขายนักเตะหลังจากการมาของโควิด-19

การมาของโควิด-19 สร้างความลำบากให้แก่คนทั่วโลกทั้งการใช้ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปและเศรษฐกิจที่ส่งผลทั้งโครงสร้างจนโลกหลังโรคระบาดจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร ถึงวงการฟุตบอลก็หนีไม่พ้นความวุ่นวายนี้เช่นกัน อย่างเช่นการเลื่อนการแข่งขันที่ทำให้ฤดูกาลนี้ต้องยืดออกไป หรือการแข่งขันฟุตบอลระดับทวีปอย่างการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ต้องเกิดขึ้นในปี 2020 ต้องเลื่อนไปอีก 1 ปีเพื่อความพร้อมของทั้งตัวนักเตะและการเดินทางที่โรคระบาดทำให้การข้ามเหตุแดนต้องเป็นไปอย่างเข้มงวดและการไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เคย นอกจากนี้เนื่องจากเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว นั่นก็ทำให้การซื้อขายนักเตะต้องเปลี่ยนอย่างแน่นอน ทั้งวิธีการซื้อขายและการเฟ้นหาตัวผู้เล่นใหม่ ๆ อาจจะมีข้อจำกัดมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อาจไม่มีพื้นที่สำหรับนักเตะต่างถิ่น

เพราะการเดินทางที่เป็นไปอย่างยากลำบากทำให้การย้ายถิ่นฐานของนักเตะเป็นเรื่องยากเช่นกัน หากลองนึกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนนักเตะที่ใกล้จะจบอาชีพอาจจะหันไปหาประเทศจีนที่พร้อมจะทุ่มเงินเพื่อซื้อนักเตะระดับโลกเพื่อการแข่งขันที่สูงมากในลีก หรือจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่ตอนนี้พยายามยกระดับเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ขึ้นมาให้เท่าเทียมกับลีกอื่น ๆ ในอเมริกาใต้ แต่ถ้าเป็นปัจจุบันคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงซื้อนักเตะจากอเมริกาหรือนักเตะชื่อดังในลีกชั้นนำยุโรปคงไม่กล้าย้ายไปเล่นในประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 สูงอย่างสหรัฐหรือประเทศที่หลายคนเชื่อกันว่าเป็นต้นตอของโรคระบาดอย่างประเทศจีน นั่นก็หมายความว่าการย้ายทีมข้ามทวีปเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น หรือแม้แต่จุดเริ่มต้นก่อนที่ทั่วยุโรปจะต้องระงับการแข่งขันฟุตบอลก็เพราะมีนักฟุตบอลที่ติดเชื้อหลังจากกลับมาจากการแข่งขันในต่างประเทศนั่นเอง ฉะนั้นการซื้อขายนักเตะอาจจะไม่ง่ายดังเดิมอีกต่อไป

อาจไม่มีการทุ่มเงินโดยไม่จำเป็น

เป็นเรื่องปกติที่ทุกตลาดซื้อขายนักเตะจะต้องมีการย้ายทีมเพื่อปรับปรุงทีม โดยขายนักเตะส่วนเกินออกไปและซื้อผู้เล่นที่เหมาะสมกว่าเข้ามาแทน ซึ่งหลายครั้งที่แฟนบอลจะเห็นทีมใหญ่ทุ่มเงินเพื่อซื้อนักเตะฝีมือดีเข้ามาเพื่อให้ทีมประสบความสำเร็จ แต่ทว่าในปีนี้อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะว่าด้วยเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างหนักและทีมฟุตบอลเองต่างก็ไม่สามารถขายตั๋วปีให้กับแฟนบอลได้ เพราะมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมทำให้ฟุตบอลต้องลงเล่นในสนามที่ปิด และแฟน ๆ ไม่สามารถเข้าชมได้เหมือนอย่างเคย ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ทีมมีรายได้ที่ลดลง และการซื้อตัวนักเตะในราคาแพงอาจจะไม่คุ้มอีกต่อไป รวมถึงสิ่งที่ตามมาก็คือราคานักฟุตบอลที่เคยพุ่งสูงจนนักเตะฝีมือธรรมดาอาจมีราคาเกิน 15 ล้านปอนด์ไปแล้ว อาจจะตกลงมาอย่างที่ควรจะเป็นและนี่อาจจะเป็นวิธีปรับสมดุลให้กับโลกฟุตบอลอีกครั้งนึงก็เป็นได้

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปก็คือ สุดท้ายแล้วทีมฟุตบอลจะสามารถเอาตัวรอดจากการผลกระทบที่คาดไม่ถึง หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็เพราะการขาดรายได้หรือการซื้อนักเตะที่เป็นไปได้ยากมากขึ้นอาจจะทำให้ทีมของพวกเขา ไม่พร้อมที่จะรักษามาตรฐานและอาจจะนำไปสู่การชวดแชมป์หรือตกชั้นเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทีมฟุตบอลจะปรับตัวอย่างไรกับวิถีชีวิตใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

ตัวจากไปแต่ใจยังรักของนักเตะที่พ้นทีมไปแล้วแต่ยังเชียร์อยู่

ในวงการฟุตบอลที่ทุกคนต่างเข้ามาแล้วก็จากไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ทำให้นักเตะกับทีมใดสักทีมเป็นสิ่งที่ไม่จีรังเลย วันหนึ่งนักเตะหรือสโมสรต่างก็ต้องแยกทางกันไป อาจจะมีบางกรณีที่เห็นนักเตะบางคนเล่นกับทีมเพียงทีมเดียวจนวันที่แขวนรองเท้าอย่างเช่นแกรี่ เนวิลล์หรือเจมี่ คาราเกอร์เป็นต้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีนักเตะที่ย้ายเข้าย้ายออกจากสโมสรต่าง ๆ และกลายเป็นคู่ต่อกรกับสโมสรเดิมอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเอ็มมานูเอล อาเดบายอร์กองหน้าชาวโตโกที่แจ้งเกิดกับอาร์เซน่อล แต่กลับกลายเป็นคนที่แฟนบอลเกลียดขี้หน้ามากที่สุดตอนย้ายออกไป และนักเตะที่เปลี่ยนสโมสรแล้วแต่ยังคอยตามเชียร์ทีมที่ตัวเองเคยลงเล่นอยู่ไม่ว่าจะเป็นแอนดี้ แคร์โรลอดีตกองหน้าเด็กปั้นของนิวคาสเซิ่ลหรือรอย คีนอดีตกองกลางสายโหดที่จากทีมไปอย่างผิดใจก็ตาม

เด็กสาลิกาในสายเลือด

การแจ้งเกิดของแอนดี้ แคร์โรลเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของแฟนบอลในเวลานั้น เพราะเขาคือร่างทรงดี ๆ ของอลัน เชียร์เรอร์นั่นเอง ด้วยความแข็งแกร่งในลูกกลางอากาศทักษะการเก็บบอลและฝีเท้าลูกยิงที่แรงและแม่นยำ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทีมในอนาคตระยะยาวอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดายที่การซื้อขายนักเตะในหน้าหนาวของปีนั้นซึ่งมีผลกระทบมาถึงนิวคาสเซิ่ลจนได้ เมื่อลิเวอร์พูลยอมรับเงิน 50 ล้านปอนด์ของเชลซีเพื่อซื้อกองหน้าตัวเก่งอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรสให้ย้ายไปอยู่ลอนดอนและลิเวอร์พูลต้องตามหาตัวตายตัวแทนภายในระยะอันสั้น ซึ่งผลมาจบที่แอนดี้แคร์โรลต้องย้ายทีมในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายและโชคร้ายไปกว่านั้นเขาไม่สามารถคืนฟอร์มเก่งเหมือนที่เคยลงเล่นในนิวคาสเซิ่ลได้อีกเลยเพราะอาการบาดเจ็บและความกดดันของเจ้าตัวด้วย จากนั้นเขาก็มีข่าวลือว่าจะย้ายกลับไปสโมสรบ้านเกิดเสมอ แม้ว่าต่อมาเขาจะย้ายไปอยู่เวสต์แฮม ยูไนเต็ดก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เขาลงรูปเมื่อต้องพักฟื้นร่างกาย แฟนบอลมักจะเห็นเขาคอยติดตามเกมของนิวคาสเซิ่ลเสมอ จนกระทั่งในฤดูกาล 2019-2020 ทางกองหน้าร่างสูงก็ย้ายกลับมาเล่นในนิวคาสเซิลอีกครั้งจนได้

เลือดปีศาจย่อมเข้มข้นกว่าน้ำ

การย้ายออกของรอย คีนถือเป็นเรื่องช็อคของแฟนบอลอยู่เช่นกัน เขาคือผู้นำในสนามอยู่แท้จริงและนักเตะที่เต็มไปด้วยดีเอนเอของการไม่ยอมแพ้ที่เป็นเอกลักษณ์ของทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ไม่ใช่ที่หาง่ายเลย แต่สุดท้ายคีนก็ต้องเก็บข้าวของออกจากสนามโอลด์ แทฟฟอร์ดไปจากการที่เขาวิจารณ์ทีมตัวเองมากเกินไป จนทางเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันมองว่าเขาไม่สามารถให้รอย คีนอยู่กับทีมต่อไปได้ เพราะผู้นำทีมกลับมาต่อว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่ไว้หน้าออกสื่อ และการออกจากทีมของกัปตันถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก เพราะเขาถูกยกเลิกสัญญากลางฤดูกาล 2005-2006 เลยทีเดียว และยังไม่ถึงช่วงตลาดซื้อขายเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่คีโน่จะย้ายไปอยู่กับกลาสโกว์ เซลติกและจบอาชีพค้าแข้งที่นั่น โดยหลายปีถัดมาเขาถึงกลับมายอมรับกับตัวเองว่า เขาไม่สามารถเกลียดชังทีมที่เขาสร้างชื่อเสียงมาพร้อมกันได้ และยอมจะลืมเรื่องบาดหมางที่เกิดขึ้นและเข้าชมเกมในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอยอยู่เสมอหลังจากนั้น

โชคดีที่การให้อภัยและการยอมรับความจริง ทำให้นักเตะทั้งสองคนยังหันกลับมามองทีมรักได้เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า เมื่อมีนักเตะอีกหลายคนที่คอยแต่จะวิจารณ์สโมสรเก่าของตัวเองและอาจจะโทษว่าทีมเหล่านั้นเป็นต้นเหตุให้อาชีพของนักฟุตบอลคนนั้น ๆ ไม่สำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น และการเป็นที่รักมักดีกว่ามีคนเกลียดเสมอ หากวันนึงที่ต้องเดินจากออกมา การที่มีคนถึงย่อมดีกว่ามีแต่คนคอยเพิกเฉยใส่พวกเขา และวงการฟุตบอลก็ไม่ต่างกัน

นายใหญ่ชาวอาร์เจนผู้บ้าคลั่งในนาม มาร์เซโล บิเอลซ่า

ผลหลังจากที่ฤดูกาล 2019-2020 ของทีมลีดส์ ยูไนเต็ดจบลงด้วยการเป็นแชมป์ลีกรองและคว้าสิทธิเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีกในที่สุด ถือเป็นการจบการรอคอยนานถึง 16 ปี ซึ่งที่ผ่านมาทีมยูงทองต้องผ่านเรื่องราวมากมายกว่าจะสามารถกลับมาแข่งขันในลีกสูงสุดได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งก็คือการมาของมาร์เซโล บิเอลซ่ากุนซือชาวอาร์เจนติน่า ซึ่งเป็นคนที่แม้แต่ยอดผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างเป็ป กวาติโอล่ายังต้องยอมรับว่าเขาคือของจริง แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นที่รู้จักมากก็ตามในทวีปยุโรป แต่เขาก็ประสบความสำเร็จมากมายในแถบอเมริกาใต้และเบื้องหลังความสำเร็จของเขากับลีดส์ที่ไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่แฟน ๆ ต้องรออย่างที่ผ่านมา

เกียรติประวัติของบิเอลซ่า

ถ้าจะบอกความสำเร็จง่าย ๆ เกี่ยวกับบิเอลซ่าก็คือเขาคือผู้จัดการทีมชาติอาร์เจนติน่าที่พาลีโอเนล เมสซี่คว้าเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกในปี 2004 นั่นเอง และนี่คือเหตุผลว่ามีข่าวหลุดออกมาว่าตัวของเมสซี่เองก็อยากจะร่วมงานกับเขาอีกครั้งในอนาคต แต่ในส่วนของความสำเร็จกับสโมสร เขาเคยพาทีมอย่างนีเวลล์ โอลด์บอยส์คว้าแชมป์ลีกที่ประเทศบ้านเกิดในปี 1991 และพาสโมสรแอตแลนติก บิลเบาซึ่งอยู่ระดับกลางตารางในลีกลาลีกาสเปน เข้าชิงแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีกและโคปา เดอ เรย์ที่เป็นถ้วยศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ แต่น่าเสียดายที่เขาทำได้แค่เพียงรองแชมป์ทั้งสองใบ

ส่วนสไตล์การคุมทีมของเขาถือเป็นที่เลื่องลือมาก เพราะเขาจะเป็นคนเก็บรายละเอียดมาก ๆ รวมทั้งส่งแมวมองไปสังเกตการเล่นของแต่ละทีม และผู้เล่นแต่ละคนอีกด้วย แม้มันจะดูเป็นเรื่องปกติในสมัยนี้ แต่กับช่วงสิบปีหรือยี่สิบปีก่อน นี่ถือเป็นเรื่องที่ใหม่มาก รวมถึงการใช้จิตวิทยากับลูกทีมจนใครก็หาว่าเขาเป็นคนบ้าคนหนึ่งเลยทีเดียว

การคุมทีมยักษ์หลับอย่างลีดส์

ทีมยูงทองถือเป็นทีมจอมเกือบในลีกแชมเปียนส์ชิพเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ดาร์บี้ เคาท์ตี้ทั้ง ๆ ที่ชนะมาก่อนในนัดเพลย์ออฟเพื่อสิทธิ์การเลื่อนชั้น หรือพลาดท่าในช่วงท้ายฤดูกาลจนไม่อาจจะคว้าแต้มพอที่จะอยู่ภายในอันดับ 6 ของตาราง แต่การมาของมาร์เซโล่ บิเอลซ่าทำให้ทีมอย่างลีดส์ ยูไนเต็ดมีชีวิตชีวามากขึ้นและเขาสามารถแก้ปัญหาที่ทีมชอบแผ่วปลายในช่วงท้ายฤดูกาลจนต้องพลาดท่าเสมอ แต่ในปีแรกเขาเกือบจะพาทีมเป็นแชมป์ แต่หลังจากที่ทีมเสียสมาธิที่ตัวผู้จัดการโดนวิจารณ์เรื่องที่เขาส่งคนไปสอดแหนมขณะที่คู่แข่งฝึกซ้อม และสุดท้ายกลับทำได้เพียงอันดับ 3 ของตารางและแพ้ในรายการเพลย์ออฟอย่างที่กล่าวข้างต้น

แต่ความสำเร็จของพวกเขาก็มาถึงเมื่อลีดส์ ยูไนเต็ดที่ตอนแรกเริ่มฉายแววแผ่วปลายเช่นเคย แต่ด้วยความเขี้ยวของเขาเองทำให้ทีมยูงทองยังสามารถเก็บชัยชนะไว้ได้ตลอด จนกระทั่งพวกเขาสามารถเป็นแชมป์ได้ก่อนจบฤดูกาลถึง 2 นัดและคว้าแต้มไปได้ถึง 93 คะแนนพร้อมกับสถิติเสียประตูน้อยที่สุดในลีกอีกด้วย

ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ก็ตาม แต่ชื่อของมาร์เซโล่ บิเอลซ่าก็ถือว่าเป็นตำนานของทีมได้แล้ว หลังจากที่ช่วยปลุกให้แฟนบอลต้องตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนานกว่า 16 ปีได้ และนี่คงจะเป็นหนึ่งในเครื่องพิสูจน์ว่าชายที่เก็บทุกรายละเอียดและมีจิตวิทยาเฉพาะตัว สามารถพาทีมที่แทบจะหมดหวังในการเลื่อนชั้นไปแล้วกลับมาได้สู่ที่ ๆ เคยเป็นของพวกเขาอีกครั้งนึงนั่นเอง

เชียงรายจากราชาบอลถ้วยสู่ราชาไทยลีกที่ขอรับแชมป์เลย

ถ้าพูดถึงความเข้มข้นของฟุตบอลไทยลีก แฟนบอลคงจะต้องพูดถึงฤดูกาล 2018-2019 ที่ได้แชมป์ลีกหน้าใหม่อย่างสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ดที่ฟาดหน้าแซงทีมยักษ์ใหญ่อย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยสิ่งที่เป็นพูดถึงกันมากในวันนั้นคือการให้สัมภาษณ์ของประธานสโมสรของบุรีรัมย์ที่กล่าวว่า เขาไม่ต้องการจัดพิธีมอบถ้วยที่สนามของเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลถึงความสะดวกของทีมงานสมาคมฟุตบอลไทย แต่นั่นก็ทำให้แฟนบอลเชียงรายและทีมอื่นไม่พอใจและรู้สึกถึงความมั่นใจว่ายังไงทีมปราสาทสีฟ้าก็ต้องเป็นแชมป์แน่นอน ส่วนเชียงรายเขาขอแค่ทำผลงานให้ดีที่สุดก็พอในวันนั้น

การเติบโตของเชียงราย ยูไนเต็ด

ถ้าจะให้เรียกสิงห์เชียงรายว่าเป็นยอดทีมจากเมืองเหนือก็คงจะไม่ผิดนัก เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ของประเทศได้ครบตั้งแต่ขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดของไทย โดยในฤดูกาล 2017-2018 ทีมกว่างโซ้งสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพไทยได้โดยเอาชนะทีมแบงค์ค็อก ยูไนเต็ดไปได้ด้วนสกอร์ 4-2 ถือเป็นถ้วยรางวัลแรกของทีม ก่อนที่ในปีถัดมาพวกเขาสามารถสร้างประวัติศาสตร์โดยการเป็นทริปเปิลแชมป์โดยถ้วยแรกคือการชนแชมป์ระหว่างแชมป์ไทยลีกอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและก็เป็นทีมจากแดนเหนือที่เอาชนะไปได้จากการดวลจุดโทษ ก่อนที่จะมาคว้าแชมป์ลีกคัพจากการเอาชนะทีมกระต่ายแก้วบางกอกกล๊าสไปด้วยสกอร์ 1-0 และปิดท้ายด้วยการป้องกันแชมป์เอฟเอคัพของพวกเขา ด้วยการย้ำแค้นบุรีรัมย์ไปอีกครั้งด้วยสกอร์ 3-2 แต่ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวเพราะถ้วยรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างไทยลีก พวกเขากลับจบอันดับ 5 ของตารางเท่านั้น

การคว้าแชมป์ไทยลีกที่ไม่คาดคิด

ในฤดูกาล 2018-2019 ถือเป็นฤดูกาลที่น่าจดจำที่สุดของกว่างโซ้งมหาภัย เพราะพวกเขาสามารถขึ้นทำและทำอันดับเป็นที่ 1 ของตารางอยู่นาน แต่พอเข้าช่วงท้ายฤดูกาลความฝันของพวกเขาก็เริ่มเลือนลางเพราะการทำแต้มหลุดมือบ่อยจนทำให้สุดท้าย ทั้งทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดกับเชียงรายต้องมาตัดสินแชมป์กันในวันสุดท้าย โดยทั้งสองทีมต่างต้องออกไปเยือนทั้งคู่ ทางทีมปราสาทสายฟ้าต้องเจอกับทีมรุ่นน้องเมืองเหนืออย่างเชียงใหม่ ส่วนเชียงรายต้องออกไปเยือนทีมสุพรรณบุรี ซึ่งมองจากก่อนแข่งถือว่าเชียงรายมีงานยากกว่ามาก เพราะทีมเชียงใหม่ตกชั้นไปแล้ว ส่วนสุพรรณบุรีคือทีมอันดับ 14 และยังต้องสู้สุดตัวเพื่อหนีตกชั้น

ทางเชียงรายเล่นกันอย่างไม่กดดันเท่าไหร่นักและสุดท้ายจะสามารถเอาชนะสุพรรณไปได้ 5-2 และได้แต่รอผลของบุรีรัมย์ที่จบเกมช้ากว่า โดยในขณะนั้นทีมแชมป์เก่าสามารถขึ้นนำเชียงใหม่ได้ก่อน 1-0 จนกระทั่งนาทีที่ 87 ทางไคเก โกเมสสามารถทำประตูตีเสมอได้สำเร็จจนสกอร์เป็น 1-1 และจบเกมทำให้ทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากันที่ 58 แต้ม แต่ด้วยกฎการเจอกันของทั้งสองทีมซึ่งเชียงรายไม่เคยแพ้บุรีรัมย์ทำให้เขาปาดหน้าคว้าได้สำเร็จ

สิ่งที่เป็นที่น่ายินดีของแฟนบอลไทยลีกในวันนั้นก็คือแชมป์ลีกมักจะผูกปีอยู่ที่บุรีรัมย์เสมอและการสัมภาษณ์ออกสื่อของผู้ใหญ่ในทีมเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์สักอย่างเพื่อทำให้แชมป์ได้เปลี่ยนหน้าบ้าง แต่อย่างไรก็ตามเชียงราย ยูไนเต็ดก็ควรจะถูกยกย่องในฐานะทีมท้องถิ่นอีกทีมที่สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นทีมระดับสูงและการชูถ้วยแบบไม่ต้องรอกลับบ้านของเขาจะถูกจดจำไปอีกนานแสนนาน

ฟุตบอลท้องถิ่นไทยกับไทยลีกที่ยังดูห่างเหิน

แม้ว่าความนิยมของฟุตบอลไทยจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่สมัยที่ไทยสามารถคว้าแชมป์ซูซูกิคัพหรือการคัดเลือกในฟุตบอลโลกที่มีผลงานที่พอจะต่อกรกับทีมชั้นนำอย่างญี่ปุ่นหรือทีมจากตะวันออกกลางได้ แม้กระทั่งเคยชนะทีมอย่างยูเออีมาแล้ว แต่ภายในประเทศแล้ว ทีมระดับท้องถิ่นมากมายยังคงวนเวียนกับลีกรองและไม่สามารถขยับขึ้นสู่ไทยลีกได้ จะเพราะเหตุผลถึงการสนับสนุนของคนท้องถิ่นและความสำเร็จของทีมในลีกสูงสุดที่มักจะมาพร้อมกับธุรกิจบางอย่างที่คอยเป็นกำลังสนับสนุนให้ทีมใดทีมหนึ่งสามารถซื้อตัวนักเตะฝีมือดีและต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศได้

ทีมฟุตบอลไทยในโลกทุนนิยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทยคือระบบการซื้อขายและเรียกง่าย ๆ ว่าทุนนิยม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าในปัจจุบัน และกลไกนี้ก็มาถึงโลกฟุตบอลด้วย นั่นก็เพราะแม้แต่ทีมชั้นนำของโลกก็ต้องพึ่งพาเงินจากกลุ่มทุนไม่ว่าจะเป็นในนามของผู้บริหารทีมหรือสปอนเซอร์ที่ต่างก็ต้องฉีดเงินเข้ามาเพื่อให้ทีมสามารถพัฒนาและซื้อตัวนักฟุตบอลที่มีความสามารถเข้ามาปรับปรุงทีม และหากย้อนไปมองในไทยลีกจะเห็นได้ว่า ทีมที่เคยเป็นแชมป์ส่วนใหญ่มักจะเป็นทีมที่มีกำลังเงินหนากว่าทีมอื่นไม่ว่าจะเป็นบีอีซี เทโรหรือเมืองทอง ยูไนเต็ด แม้กระทั่งทีมอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดที่แม้ท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมอย่างมากในสโมสรแต่ก็ไม่อาจะพูดได้เต็มปากว่า หากไร้เงาของชายที่ชื่อเนวิน ชิดชอบ พวกเขาจะสามารถเป็นยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันได้หรือไม่

ทีมท้องถิ่นผู้น่าสงสาร

ในทางกลับกันอดีตแชมป์ไทยลีกเพียงทีมเดียวที่น่าจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นทีมท้องถิ่นที่แท้จริงก็คือทีมชลบุรีนั่นเอง โดยพวกเขาเป็นทีมที่สร้างปรากฎการณ์ว่าแฟนบอลท้องถิ่นสามารถทำให้บรรยากาศฟุตบอลครึกครื้นได้ โดยเฉพาะสนามเหย้าของพวกเขาที่มีแฟนบอลเข้าชมอย่างล้นหลามจนเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมในไทยลีกและทำให้ทีมท้องถิ่นอื่น ๆ ลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองจนไทยลีกมีทีมอย่างสุพรรณบุรี เชียงราย ยูไนเต็ดหรือราชบุรีมิตรผล

แต่สังเกตให้ดีว่า ทีมท้องถิ่นหลายทีมต่างก็ต้องเข้าร่วมกับบริษัทสักแห่งเพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ โดยแชมป์ไทยลีกทีมปัจจุบันก็คือสิงห์เชียงราย ที่มีบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำเป็นผู้สนับสนุนหรือราชบุรีมิตรผลที่ชื่อก็บอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่าใครเป็นกลุ่มบริหารของพวกเขา ความแตกต่างนี้เองทำให้ทีมอย่างสุโขทัยหรือสุพรรณบุรีต้องดิ้นรนหนีตกชั้นในฤดูกาลที่ผ่านมา และรวมถึงทีมในลีกรองของไทยที่เต็มไปด้วยทีมท้องถิ่นที่แม้จะขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดแต่ก็ไม่มีผู้เล่นที่แข็งแกร่งพอจะสู้ทีมใหญ่ได้และทำได้เพียงพยายามเอาตัวรอดให้ได้ในลีกก็พอ และเรื่องที่ตามมาก็คือเมื่อทีมไม่ประสบความสำเร็จหรือน่าดึงดูดมากพอ แฟนบอลก็ไม่เข้าชมเช่นกันเพราะพวกเขาดูไม่มีเป้าหมายอะไรให้ติดตามเลย และเรามักจะเห็นฟุตบอลท้องถิ่นที่แทบจะแข่งในสนามเปล่า เพราะจำนวนผู้ชมที่น้อยมากในเวลาลงแข่งนั่นเอง

 สิ่งที่เป็นความหวังอย่างหนึ่งก็คือฟุตบอลท้องถิ่นพยายามปรับตัวมากขึ้นและพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนท้องถิ่นว่าเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไปแข่งในไทยลีกให้ได้ เราจึงเห็นว่าการขยับตัวของทีมมากมายไม่ว่าจะเป็นนครปฐมหรือขอนแก่น ที่พยายามจะพัฒนาตัวเองเพื่อไปสู้ในลีกสูงสุดให้ได้และเมื่อเวลานั้นมาถึง มันก็จะเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่าพวกเขาพร้อมจะเจอกับบททดสอบสูงสุดในวงการฟุตบอลไทยแล้วหรือยัง

บรรดาลูกนกของเฟอร์กูสันยุค 90 ใครรุ่ง ใครร่วง

ในยุค 90 ทีมฟุตบอลที่ครองลีกอังกฤษคงหนีไม่พ้นทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่คุมโดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันพร้อมกับตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดมากถึง 13 สมัยตลอดการคุมทีมของเขา แต่ช่วงครึ่งแรกของเขามีการกำเนิดของเหล่าผู้เล่นวัยเยาว์ที่สร้างความฮือฮาให้กับทีมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเดวิด เบคแฮม, นิกกี้ บัตต์, ไรอัน กิ๊กส์, พี่น้องตระกูลเนวิลล์ และพอล สโคลส์ ถึงนักเตะกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้มากที่สุด รวมไปถึงการได้แชมป์ยุโรปและทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ในประเทศอีกด้วย แต่ทว่าไม่ใช่พวกเขาทุกคนที่จะอยู่กับทีมไปตลอด และบางคนก็จำเป็นต้องแยกทางกับทีมและไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพดังเดิม

นักเตะที่ต้องจำใจลาจากสโมสร

ชื่อแรกของนักเตะที่ออกจากทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยุครุ่งเรืองคงหนีไม่พ้นเดวิด เบคแฮมที่มีข่าวทะเลาะกับเฟอร์กูสันจนถึงขั้นเกือบฟาดกันในห้องแต่งตัวและส่งผลให้เบคแฮมถึงกับคิ้วแตกออกมาจากสนามไป แต่เขายังถือว่ามีอาชีพค้าแข้งที่ดีเพราะการย้ายไปอยู่กับรีล มาดริดยักษ์ใหญ่ของสเปนและมิลาน ยังถือเป็นการลงเล่นในลีกชั้นนำของยุโรปอยู่ดี แต่ทางนิกกี้ บัตต์และฟิล เนวิลล์ไม่ใช่แบบนั้น ทางเนวิลล์คนน้องต้องย้ายไปเป็นตำนานของทีมเอฟเวอร์ตันแทน และเขาถือว่ามีฟอร์มการเล่นที่ดีพอสมควร ได้พาทีมไปแข่งในรอบคัดเลือกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกด้วย แต่ทว่าหากเทียบความสำเร็จที่เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดและถ้วยใบใหญ่ของยุโรปแล้ว นี่คือสิ่งที่เทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว

ทางด้านนิกกี้ บัตต์กองกลางสายแกร่งอีกคนก็ไม่ได้อาชีพที่น่าจดจำมากเท่าไหร่นักหลังจากออกจากโอลด์แทรฟฟอร์ด นั่นก็เพราะเขาย้ายไปเล่นให้กับทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดและจุดตกต่ำของเขาก็มาถึงเมื่อทีมของเขาได้ตกชั้นไปในฤดูกาล 2009-2010 และต้องลงไปเล่นในลีกแชมปเปียนชิพแทน และสถิติที่เขาเคยเล่นในพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดต้องจบลงไปพร้อมกัน ก่อนที่ในฤดูกาลสุดท้ายเขาจะสามารถพาทีมสาลิกาดงคว้าแชมป์ลีกรองและตีตั๋วกลับมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

นักเตะที่ได้ไปต่อในรังปีศาจ

แม้ว่านักเตะบางส่วนจะต้องย้ายทีมออกไปอย่างน่าเสียดาย แต่นักเตะอย่างไรอัน กิ๊กส์หรือแกรี่ เนวิลล์ก็ถือเป็นกำลังหลักของทีมในช่วงเปลี่ยนผ่านของนักเตะอีกรุ่นของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเพราะการที่มีนักเตะที่ในเวลานั้นเป็นพี่ใหญ่ของทีมที่มาผสมกับนักฟุตบอลรุ่นใหม่อย่างเวนย์ รูนี่ย์หรือคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกสมัยที่สองของเฟอร์กูสันที่สามารถเอาชนะเชลซีในรอบชิงชนะเลิศไปได้ ซึ่งในขณะนั้นไรอัน กิ๊กส์ถือเป็นผู้นำคนสำคัญของทีม และพอล สโคลส์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวทีเด็ดในช่วงครึ่งหลังได้เสมอ จนกระทั่งวันที่เฟอร์กี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายในปี 2013 ก่อนที่ไรอัน กิ๊กส์จะแขวนรองเท้าในปีถัดมาถือเป็นการปิดฉากกลุ่มลูกนกอย่างสมบูรณ์

แม้ว่าตำนานนักเตะของเฟอร์กี้ปี 92 จะไม่ได้อยู่กับทีมและผู้จัดการคนเก่งไปจนถึงวันที่เขาบอกลากับสโมสรแต่ความผูกพันธ์กับพวกเขากับผู้จัดการทีมถือว่าเป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาด แฟนบอลมักจะเห็นคำสัมภาษณ์ของผู้เล่นที่ยกย่องเฟอร์กูสันอยู่เสมอ และต้องยอมรับว่าพวกเขาได้สร้างตำนานที่ใครจะลบเลือนยากที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดแห่งนี้

ทำไมการรักษาแชมป์ถึงยากกว่าการเป็นแชมป์เสียอีก

การแข่งขันฟุตบอลที่ทุกคนต่างก็ต้องการไขว่คว้าความสำเร็จให้กับทีม จนมีหลาย ๆ ทีมที่สมหวังและสโมสรอีกมากมายที่ต้องผิดหวังในตอนท้ายหรือความกดดันบางอย่างที่ให้พวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จดังเดิม แฟนบอลจึงเห็นตัวอย่างเสมอว่า การเป็นแชมป์เพียงครั้งเดียวของทีมหน้าใหม่หรือการผลัดกันคว้ารางวัลของทีมใหญ่เพราะพวกเขาไม่สามารถรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้ โดยตัวอย่างที่ผ่านมาทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเชลซีสามารถป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และมีทีมอย่างเลสเตอร์ ซิตี้และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ที่มีโอกาสสัมผัสถ้วยรางวัลเพียงครั้งเดียวในสโมสรจนถึงปัจจุบัน

การป้องกันแชมป์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

เทพนิยายของเลสเตอร์ ซิตี้หรือแบล็คเบิร์น โรเวอร์ที่ปาดหน้าทีมใหญ่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่ผลที่ตามมาของพวกเขาก็คือเขาไม่อาจสร้างมาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ได้ ในด้านของทีมกุหลาบไฟที่คว้าแชมป์มาครองในฤดูกาล 1994-1995 ก็ทำได้เพียงอันดับที่ 7 เท่านั้นในปีถัดมาและไม่ได้ไปแม้แต่การลงเล่นฟุตบอลยุโรปเลยด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสข่าวลือที่กองหน้าคนสำคัญของทีมอย่างอลัน เชียร์เรอร์ต้องการย้ายไปอยู่กับทีมนิวคาสเซิ่ลนั่นเอง

ส่วนทีมอย่างจิ้งจอกน้ำเงินหรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้หลังจากคว้าแชมป์สมัยแรกได้เช่นกัน เพราะเลสเตอร์ที่สามารถคว้าแชมป์ได้อย่างมหัศจรรย์ในปี 2016 ก็ทำอันดับต่ำอย่างไม่คาดคิดคือการจบที่ 12 ในตาราง โดยเหตุผลสำคัญของผลงานพวกเขาก็คือการย้ายทีมของเอ็นโกโล กองเต้กองกลางตัวหลักที่เปลี่ยนไปคว้าแชมป์สมัยที่สองของเขากับเชลซีแทน ส่วนทีมเรือใบสีฟ้าเจอความเขี้ยวของคู่ปรับร่วมมือและเป็นการส่งท้ายของเฟอร์กี้ที่ทำให้พวกเขาเป็นแชมป์อีกครั้งในที่สุด

การป้องกันแชมป์เป็นเรื่องของจิตใจ

ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องของความเขี้ยวคงหนีไม่พ้นทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในสมัยที่มีเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเป็นผู้นำทีมเพราะเขาสามารถพาทีมเป็นแชมป์ติดต่อกันไม่ว่าจะเป็นปี 1998-2001 หรือในปี 2006-2009 จนความแข็งแกร่งของเขาพาตัวเองไปเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกได้อีกสมัย ส่วนอีกทีมหนึ่งก็คือเชลซีของผู้จัดการที่ชื่อว่า โชเซ่ มูรินโญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บแต้มและความเหนียวแน่นของเกมรับที่ทำให้พวกเขามักจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดเสมอ โดยสูตรสำเร็จของเขาทำให้ทีมสิงห์น้ำเงินเป็นแชมป์ได้สองสมัยติดต่อกัน

และตัวอย่างทีมที่สามารถป้องกันแชมป์ได้อย่างแข็งแกร่งก็คือทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคของเป็ป กวาดิโอล่าที่สามารถเป็นแชมป์ในปี 2017-2019 โดยมีลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยุคมูรินโญ่เป็นคู่ปรับคนสำคัญแต่พวกเขามักจะทำผลงานแซงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล 2017-2018 ที่สามารถทำแต้มได้เกิน 100 แต้ม และปี 2018-2019 ที่พวกเขานำลิเวอร์พูลในนัดสุดท้ายด้วยคะแนนเพียง 1 แต้มเท่านั้นพร้อมสถิติชนะรวดนับตั้งแต่แซงลิเวอร์พูลได้ในช่วงท้ายฤดูกาล

เรื่องราวของการป้องกันแชมป์ในปัจจุบันจะเป็นของลิเวอร์พูลที่นำโดยเจอร์เก้น คลอปป์เพราะพวกเขาคือแชมป์พรีเมียร์ลีกในปัจจุบันพร้อมทำตามฝันที่แฟนบอลรอคอยมาเป็นระยะเวลานาน แต่ทว่าคู่แข่งของพวกเขาในปีถัดมา น่าจะน่ากลัวมากขึ้น เพราะการมาของยอดกุนซือทั่วโลกได้มารวมตัวอยู่ที่อังกฤษเสมอ และต้องคอยดูกันว่าเส้นทางของลิเวอร์พูลจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือครอบบัลลังค์ในลีกสูงสุดได้ต่อไปเป็นระยะเวลานาน สำหรับฤดูกาลหน้าหากคุณเป็นนักพนันด้วยแล้ว รับรองว่าเลือกข้างยาก และสนุกขึ้นแน่นอน

จาก “ป็อกบาโมเดล” ถึง “ซานโชโมเดล” เส้นทางดาวรุ่งสู่การเป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นลีกอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากมีทีมใหญ่อยู่หลายทีม ไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองทีมที่ผูกขาดแชมป์ แถมบรรดาทีมขนาดกลางและขนาดเล็กยังสามารถสู้กับทีมใหญ่ได้อย่างสูสี จึงทำให้เกมการแข่งขันทุกนัดเต็มไปด้วยความตื้นเต้นเร้าใจ ทั้งนี้เนื่องจากแต่ละทีมเต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าเยี่ยม แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักเตะที่ถูกซื้อตัวเข้ามาทั้งสิ้น นักเตะที่สโมสรปั้นขึ้นมาเองมีเพียงหยิบมือ ซึ่งมีผลการวิจัยรายงานว่า จากนักเตะดาวรุ่ง 1.5 ล้านคนในอังกฤษ มีเพียง 180 คนเท่านั้นที่สามารถแจ้งเกิดแล้วค้าแข้งอยู่ในเวทีพรีเมียร์ลีกได้ ซึ่งคิดเป็น 0.012% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมใหญ่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในทุกฤดูกาล ทำให้ไม่สามารถลองผิดลองถูกกับนักเตะดาวรุ่งได้ เด็กฝึกมากมายจึงมักถูกส่งไปให้สโมสรขนาดเล็กยืมตัวก่อนจะลงเอยด้วยการปล่อยออกจากทีมไปในที่สุด เมื่อตกอยู่ในความกังวลเช่นนั้น นักเตะดาวรุ่งที่มั่นใจในฝีเท้าของตัวเองจึงเลือกตัดสินใจเดินจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อย้ายไปอยู่กับสโมสรชั้นนำที่พร้อมให้โอกาสลงสนามทันที อีกทั้งยังได้เล่นร่วมกับนักเตะเก่ง ๆ ที่จะช่วยยกระดับฝีเท้าของตัวเอง ดังเช่นในกรณีของ พอล ป็อกบา และ จาดอน ซานโช

ป็อกบาโมเดล

เมื่อปี 2009 พอล ป็อกบาในวัย 16 ปีตัดสินใจย้ายจากฝรั่งเศสมาร่วมทีมอคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบที่สร้างความงุนงงให้แฟน ๆ กีฬาของ VWIN เลยทีเดียวว่าทีมกำลังคิดอะไร 2 ปีถัดมาเขาก็พาปีศาจแดงคว้าแชมป์เอฟเอยูธคัพ จนสตาฟฟ์โค้ชเยาวชนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับทีมชุดใหญ่ ในฤดูกาล 2011-12 เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงเลือกเก็บกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีไว้กับสโมสรมากกว่าปล่อยยืมตัว แต่แทนที่จะส่งลงสนามกุนซือชาวสก็อตกลับเก็บเขาไว้บนซุ้มม้านั่งสำรองเป็นส่วนใหญ่ โดยป็อกบาถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปเพียง 7 เกม มีเวลาอยู่ในสนามแค่ 225 นาที แม้แต่ช่วงที่นักเตะกองกลางคนอื่นพาเหรดกันเจ็บ ท่านเซอร์ก็ยังเลือกใช้นักเตะจากตำแหน่งอื่นลงเล่นแทน แถมยังไปดึง พอล สโคลส์ กลับมาจากการแขวนสตั๊ด ยิ่งเป็นการตัดโอกาสลงสนามของเขาเข้าไปอีก

ป็อกบามั่นใจว่าด้วยความสามารถที่มี เขาควรจะได้โอกาสลงสนามมากกว่านี้ แต่เมื่อไม่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้านาย ความคิดเรื่องการย้ายทีมจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ได้ มิโน ไรโอล่า เข้ามาเป็นเอเยนต์ส่วนตัว ป็อกบาจึงปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่จากปีศาจแดง โดยปล่อยให้สัญญาสิ้นสุดลงแล้วเลือกย้ายไปยูเวนตุสเมื่อสิ้นฤดูกาล

ป็อกบาในวัย 19 ปีใช้เวลาปรับตัวที่อิตาลีไม่นานก็กลายเป็นกำลังหลักให้กับทีมม้าลาย นอกจากจะได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอแล้ว เขายังได้เล่นร่วมกับ อังเดร ปิร์โล มิดฟิลด์เบอร์ต้น ๆ ของโลก ทำให้ฝีเท้าของป็อกบาพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นนักเตะระดับโลกในที่สุด

ซานโชโมเดล

จาดอน ซานโช ถูกดึงสู่อคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ตั้งแต่อายุ 14 ปี เขามีส่วนช่วยให้ทีมเยาวชนเรือใบสีฟ้าเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอยูธคัพ 2 ปีติดกัน แม้จะไปไม่ถึงแชมป์ แต่ก็ทำให้ปีกวัย 17 ก็กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด

ในฤดูกาล 2016-17 ซานโช ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงกับทีมเยาวชน โดยยิงไปถึง 20 ประตู แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในการเรียกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แม้แต่ช่วงที่ทีมหมดลุ้นแชมป์ไปแล้วก็ตาม ประกอบกับเวลานั้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อุดมไปด้วยนักเตะต่างชาติที่ซื้อเข้ามา จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสลงสนามในอนาคต ยิ่งเมื่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทาบทามผ่านเอเยนต์ส่วนตัว ซานโชในวัย 17 ปีจึงเลือกปฏิเสธสัญญาจากทีมเรือใบ แล้วออกไปผจญภัยยังเมืองเบียร์แทน

ซานโช ใช้เวลาเพียง 2 ปี ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งปีก ถือเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกที่ลงเล่นให้ทีมเสือเหลือง ก่อนจะกลายเป็นนักเตะที่แอสซิสต์มากที่สุดในลีก รวมไปถึงนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำได้ 25 ประตูในศึกบุนเดสลีกา

บทเรียนจากสองโมเดล

จากเคสของป็อกบาและซานโช ทำให้เหล่านักเตะดาวรุ่งอังกฤษมีความหวังมากขึ้น เพราะหากมีความสามารถ แต่ไม่ได้รับโอกาสจากสโมสร การย้ายไปอยู่กับสโมสรใหญ่ในต่างแดนที่พร้อมหยิบยื่นโอกาสให้ ก็น่าจะช่วยให้เส้นทางอาชีพสดใสมากกว่าการเลือกลงไปเล่นในลีกระดับล่างด้วยสัญญายืมตัว