เชียงรายจากราชาบอลถ้วยสู่ราชาไทยลีกที่ขอรับแชมป์เลย

ถ้าพูดถึงความเข้มข้นของฟุตบอลไทยลีก แฟนบอลคงจะต้องพูดถึงฤดูกาล 2018-2019 ที่ได้แชมป์ลีกหน้าใหม่อย่างสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ดที่ฟาดหน้าแซงทีมยักษ์ใหญ่อย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยสิ่งที่เป็นพูดถึงกันมากในวันนั้นคือการให้สัมภาษณ์ของประธานสโมสรของบุรีรัมย์ที่กล่าวว่า เขาไม่ต้องการจัดพิธีมอบถ้วยที่สนามของเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลถึงความสะดวกของทีมงานสมาคมฟุตบอลไทย แต่นั่นก็ทำให้แฟนบอลเชียงรายและทีมอื่นไม่พอใจและรู้สึกถึงความมั่นใจว่ายังไงทีมปราสาทสีฟ้าก็ต้องเป็นแชมป์แน่นอน ส่วนเชียงรายเขาขอแค่ทำผลงานให้ดีที่สุดก็พอในวันนั้น

การเติบโตของเชียงราย ยูไนเต็ด

ถ้าจะให้เรียกสิงห์เชียงรายว่าเป็นยอดทีมจากเมืองเหนือก็คงจะไม่ผิดนัก เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ของประเทศได้ครบตั้งแต่ขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดของไทย โดยในฤดูกาล 2017-2018 ทีมกว่างโซ้งสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพไทยได้โดยเอาชนะทีมแบงค์ค็อก ยูไนเต็ดไปได้ด้วนสกอร์ 4-2 ถือเป็นถ้วยรางวัลแรกของทีม ก่อนที่ในปีถัดมาพวกเขาสามารถสร้างประวัติศาสตร์โดยการเป็นทริปเปิลแชมป์โดยถ้วยแรกคือการชนแชมป์ระหว่างแชมป์ไทยลีกอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและก็เป็นทีมจากแดนเหนือที่เอาชนะไปได้จากการดวลจุดโทษ ก่อนที่จะมาคว้าแชมป์ลีกคัพจากการเอาชนะทีมกระต่ายแก้วบางกอกกล๊าสไปด้วยสกอร์ 1-0 และปิดท้ายด้วยการป้องกันแชมป์เอฟเอคัพของพวกเขา ด้วยการย้ำแค้นบุรีรัมย์ไปอีกครั้งด้วยสกอร์ 3-2 แต่ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวเพราะถ้วยรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างไทยลีก พวกเขากลับจบอันดับ 5 ของตารางเท่านั้น

การคว้าแชมป์ไทยลีกที่ไม่คาดคิด

ในฤดูกาล 2018-2019 ถือเป็นฤดูกาลที่น่าจดจำที่สุดของกว่างโซ้งมหาภัย เพราะพวกเขาสามารถขึ้นทำและทำอันดับเป็นที่ 1 ของตารางอยู่นาน แต่พอเข้าช่วงท้ายฤดูกาลความฝันของพวกเขาก็เริ่มเลือนลางเพราะการทำแต้มหลุดมือบ่อยจนทำให้สุดท้าย ทั้งทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดกับเชียงรายต้องมาตัดสินแชมป์กันในวันสุดท้าย โดยทั้งสองทีมต่างต้องออกไปเยือนทั้งคู่ ทางทีมปราสาทสายฟ้าต้องเจอกับทีมรุ่นน้องเมืองเหนืออย่างเชียงใหม่ ส่วนเชียงรายต้องออกไปเยือนทีมสุพรรณบุรี ซึ่งมองจากก่อนแข่งถือว่าเชียงรายมีงานยากกว่ามาก เพราะทีมเชียงใหม่ตกชั้นไปแล้ว ส่วนสุพรรณบุรีคือทีมอันดับ 14 และยังต้องสู้สุดตัวเพื่อหนีตกชั้น

ทางเชียงรายเล่นกันอย่างไม่กดดันเท่าไหร่นักและสุดท้ายจะสามารถเอาชนะสุพรรณไปได้ 5-2 และได้แต่รอผลของบุรีรัมย์ที่จบเกมช้ากว่า โดยในขณะนั้นทีมแชมป์เก่าสามารถขึ้นนำเชียงใหม่ได้ก่อน 1-0 จนกระทั่งนาทีที่ 87 ทางไคเก โกเมสสามารถทำประตูตีเสมอได้สำเร็จจนสกอร์เป็น 1-1 และจบเกมทำให้ทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากันที่ 58 แต้ม แต่ด้วยกฎการเจอกันของทั้งสองทีมซึ่งเชียงรายไม่เคยแพ้บุรีรัมย์ทำให้เขาปาดหน้าคว้าได้สำเร็จ

สิ่งที่เป็นที่น่ายินดีของแฟนบอลไทยลีกในวันนั้นก็คือแชมป์ลีกมักจะผูกปีอยู่ที่บุรีรัมย์เสมอและการสัมภาษณ์ออกสื่อของผู้ใหญ่ในทีมเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์สักอย่างเพื่อทำให้แชมป์ได้เปลี่ยนหน้าบ้าง แต่อย่างไรก็ตามเชียงราย ยูไนเต็ดก็ควรจะถูกยกย่องในฐานะทีมท้องถิ่นอีกทีมที่สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นทีมระดับสูงและการชูถ้วยแบบไม่ต้องรอกลับบ้านของเขาจะถูกจดจำไปอีกนานแสนนาน

ฟุตบอลท้องถิ่นไทยกับไทยลีกที่ยังดูห่างเหิน

แม้ว่าความนิยมของฟุตบอลไทยจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่สมัยที่ไทยสามารถคว้าแชมป์ซูซูกิคัพหรือการคัดเลือกในฟุตบอลโลกที่มีผลงานที่พอจะต่อกรกับทีมชั้นนำอย่างญี่ปุ่นหรือทีมจากตะวันออกกลางได้ แม้กระทั่งเคยชนะทีมอย่างยูเออีมาแล้ว แต่ภายในประเทศแล้ว ทีมระดับท้องถิ่นมากมายยังคงวนเวียนกับลีกรองและไม่สามารถขยับขึ้นสู่ไทยลีกได้ จะเพราะเหตุผลถึงการสนับสนุนของคนท้องถิ่นและความสำเร็จของทีมในลีกสูงสุดที่มักจะมาพร้อมกับธุรกิจบางอย่างที่คอยเป็นกำลังสนับสนุนให้ทีมใดทีมหนึ่งสามารถซื้อตัวนักเตะฝีมือดีและต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศได้

ทีมฟุตบอลไทยในโลกทุนนิยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทยคือระบบการซื้อขายและเรียกง่าย ๆ ว่าทุนนิยม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าในปัจจุบัน และกลไกนี้ก็มาถึงโลกฟุตบอลด้วย นั่นก็เพราะแม้แต่ทีมชั้นนำของโลกก็ต้องพึ่งพาเงินจากกลุ่มทุนไม่ว่าจะเป็นในนามของผู้บริหารทีมหรือสปอนเซอร์ที่ต่างก็ต้องฉีดเงินเข้ามาเพื่อให้ทีมสามารถพัฒนาและซื้อตัวนักฟุตบอลที่มีความสามารถเข้ามาปรับปรุงทีม และหากย้อนไปมองในไทยลีกจะเห็นได้ว่า ทีมที่เคยเป็นแชมป์ส่วนใหญ่มักจะเป็นทีมที่มีกำลังเงินหนากว่าทีมอื่นไม่ว่าจะเป็นบีอีซี เทโรหรือเมืองทอง ยูไนเต็ด แม้กระทั่งทีมอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดที่แม้ท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมอย่างมากในสโมสรแต่ก็ไม่อาจะพูดได้เต็มปากว่า หากไร้เงาของชายที่ชื่อเนวิน ชิดชอบ พวกเขาจะสามารถเป็นยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันได้หรือไม่

ทีมท้องถิ่นผู้น่าสงสาร

ในทางกลับกันอดีตแชมป์ไทยลีกเพียงทีมเดียวที่น่าจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นทีมท้องถิ่นที่แท้จริงก็คือทีมชลบุรีนั่นเอง โดยพวกเขาเป็นทีมที่สร้างปรากฎการณ์ว่าแฟนบอลท้องถิ่นสามารถทำให้บรรยากาศฟุตบอลครึกครื้นได้ โดยเฉพาะสนามเหย้าของพวกเขาที่มีแฟนบอลเข้าชมอย่างล้นหลามจนเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมในไทยลีกและทำให้ทีมท้องถิ่นอื่น ๆ ลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองจนไทยลีกมีทีมอย่างสุพรรณบุรี เชียงราย ยูไนเต็ดหรือราชบุรีมิตรผล

แต่สังเกตให้ดีว่า ทีมท้องถิ่นหลายทีมต่างก็ต้องเข้าร่วมกับบริษัทสักแห่งเพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ โดยแชมป์ไทยลีกทีมปัจจุบันก็คือสิงห์เชียงราย ที่มีบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำเป็นผู้สนับสนุนหรือราชบุรีมิตรผลที่ชื่อก็บอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่าใครเป็นกลุ่มบริหารของพวกเขา ความแตกต่างนี้เองทำให้ทีมอย่างสุโขทัยหรือสุพรรณบุรีต้องดิ้นรนหนีตกชั้นในฤดูกาลที่ผ่านมา และรวมถึงทีมในลีกรองของไทยที่เต็มไปด้วยทีมท้องถิ่นที่แม้จะขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดแต่ก็ไม่มีผู้เล่นที่แข็งแกร่งพอจะสู้ทีมใหญ่ได้และทำได้เพียงพยายามเอาตัวรอดให้ได้ในลีกก็พอ และเรื่องที่ตามมาก็คือเมื่อทีมไม่ประสบความสำเร็จหรือน่าดึงดูดมากพอ แฟนบอลก็ไม่เข้าชมเช่นกันเพราะพวกเขาดูไม่มีเป้าหมายอะไรให้ติดตามเลย และเรามักจะเห็นฟุตบอลท้องถิ่นที่แทบจะแข่งในสนามเปล่า เพราะจำนวนผู้ชมที่น้อยมากในเวลาลงแข่งนั่นเอง

 สิ่งที่เป็นความหวังอย่างหนึ่งก็คือฟุตบอลท้องถิ่นพยายามปรับตัวมากขึ้นและพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนท้องถิ่นว่าเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไปแข่งในไทยลีกให้ได้ เราจึงเห็นว่าการขยับตัวของทีมมากมายไม่ว่าจะเป็นนครปฐมหรือขอนแก่น ที่พยายามจะพัฒนาตัวเองเพื่อไปสู้ในลีกสูงสุดให้ได้และเมื่อเวลานั้นมาถึง มันก็จะเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่าพวกเขาพร้อมจะเจอกับบททดสอบสูงสุดในวงการฟุตบอลไทยแล้วหรือยัง

บรรดาลูกนกของเฟอร์กูสันยุค 90 ใครรุ่ง ใครร่วง

ในยุค 90 ทีมฟุตบอลที่ครองลีกอังกฤษคงหนีไม่พ้นทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่คุมโดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันพร้อมกับตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดมากถึง 13 สมัยตลอดการคุมทีมของเขา แต่ช่วงครึ่งแรกของเขามีการกำเนิดของเหล่าผู้เล่นวัยเยาว์ที่สร้างความฮือฮาให้กับทีมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเดวิด เบคแฮม, นิกกี้ บัตต์, ไรอัน กิ๊กส์, พี่น้องตระกูลเนวิลล์ และพอล สโคลส์ ถึงนักเตะกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้มากที่สุด รวมไปถึงการได้แชมป์ยุโรปและทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ในประเทศอีกด้วย แต่ทว่าไม่ใช่พวกเขาทุกคนที่จะอยู่กับทีมไปตลอด และบางคนก็จำเป็นต้องแยกทางกับทีมและไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพดังเดิม

นักเตะที่ต้องจำใจลาจากสโมสร

ชื่อแรกของนักเตะที่ออกจากทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยุครุ่งเรืองคงหนีไม่พ้นเดวิด เบคแฮมที่มีข่าวทะเลาะกับเฟอร์กูสันจนถึงขั้นเกือบฟาดกันในห้องแต่งตัวและส่งผลให้เบคแฮมถึงกับคิ้วแตกออกมาจากสนามไป แต่เขายังถือว่ามีอาชีพค้าแข้งที่ดีเพราะการย้ายไปอยู่กับรีล มาดริดยักษ์ใหญ่ของสเปนและมิลาน ยังถือเป็นการลงเล่นในลีกชั้นนำของยุโรปอยู่ดี แต่ทางนิกกี้ บัตต์และฟิล เนวิลล์ไม่ใช่แบบนั้น ทางเนวิลล์คนน้องต้องย้ายไปเป็นตำนานของทีมเอฟเวอร์ตันแทน และเขาถือว่ามีฟอร์มการเล่นที่ดีพอสมควร ได้พาทีมไปแข่งในรอบคัดเลือกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกด้วย แต่ทว่าหากเทียบความสำเร็จที่เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดและถ้วยใบใหญ่ของยุโรปแล้ว นี่คือสิ่งที่เทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว

ทางด้านนิกกี้ บัตต์กองกลางสายแกร่งอีกคนก็ไม่ได้อาชีพที่น่าจดจำมากเท่าไหร่นักหลังจากออกจากโอลด์แทรฟฟอร์ด นั่นก็เพราะเขาย้ายไปเล่นให้กับทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดและจุดตกต่ำของเขาก็มาถึงเมื่อทีมของเขาได้ตกชั้นไปในฤดูกาล 2009-2010 และต้องลงไปเล่นในลีกแชมปเปียนชิพแทน และสถิติที่เขาเคยเล่นในพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดต้องจบลงไปพร้อมกัน ก่อนที่ในฤดูกาลสุดท้ายเขาจะสามารถพาทีมสาลิกาดงคว้าแชมป์ลีกรองและตีตั๋วกลับมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

นักเตะที่ได้ไปต่อในรังปีศาจ

แม้ว่านักเตะบางส่วนจะต้องย้ายทีมออกไปอย่างน่าเสียดาย แต่นักเตะอย่างไรอัน กิ๊กส์หรือแกรี่ เนวิลล์ก็ถือเป็นกำลังหลักของทีมในช่วงเปลี่ยนผ่านของนักเตะอีกรุ่นของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเพราะการที่มีนักเตะที่ในเวลานั้นเป็นพี่ใหญ่ของทีมที่มาผสมกับนักฟุตบอลรุ่นใหม่อย่างเวนย์ รูนี่ย์หรือคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกสมัยที่สองของเฟอร์กูสันที่สามารถเอาชนะเชลซีในรอบชิงชนะเลิศไปได้ ซึ่งในขณะนั้นไรอัน กิ๊กส์ถือเป็นผู้นำคนสำคัญของทีม และพอล สโคลส์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวทีเด็ดในช่วงครึ่งหลังได้เสมอ จนกระทั่งวันที่เฟอร์กี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายในปี 2013 ก่อนที่ไรอัน กิ๊กส์จะแขวนรองเท้าในปีถัดมาถือเป็นการปิดฉากกลุ่มลูกนกอย่างสมบูรณ์

แม้ว่าตำนานนักเตะของเฟอร์กี้ปี 92 จะไม่ได้อยู่กับทีมและผู้จัดการคนเก่งไปจนถึงวันที่เขาบอกลากับสโมสรแต่ความผูกพันธ์กับพวกเขากับผู้จัดการทีมถือว่าเป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาด แฟนบอลมักจะเห็นคำสัมภาษณ์ของผู้เล่นที่ยกย่องเฟอร์กูสันอยู่เสมอ และต้องยอมรับว่าพวกเขาได้สร้างตำนานที่ใครจะลบเลือนยากที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดแห่งนี้

ทำไมการรักษาแชมป์ถึงยากกว่าการเป็นแชมป์เสียอีก

การแข่งขันฟุตบอลที่ทุกคนต่างก็ต้องการไขว่คว้าความสำเร็จให้กับทีม จนมีหลาย ๆ ทีมที่สมหวังและสโมสรอีกมากมายที่ต้องผิดหวังในตอนท้ายหรือความกดดันบางอย่างที่ให้พวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จดังเดิม แฟนบอลจึงเห็นตัวอย่างเสมอว่า การเป็นแชมป์เพียงครั้งเดียวของทีมหน้าใหม่หรือการผลัดกันคว้ารางวัลของทีมใหญ่เพราะพวกเขาไม่สามารถรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้ โดยตัวอย่างที่ผ่านมาทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเชลซีสามารถป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และมีทีมอย่างเลสเตอร์ ซิตี้และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ที่มีโอกาสสัมผัสถ้วยรางวัลเพียงครั้งเดียวในสโมสรจนถึงปัจจุบัน

การป้องกันแชมป์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

เทพนิยายของเลสเตอร์ ซิตี้หรือแบล็คเบิร์น โรเวอร์ที่ปาดหน้าทีมใหญ่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่ผลที่ตามมาของพวกเขาก็คือเขาไม่อาจสร้างมาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ได้ ในด้านของทีมกุหลาบไฟที่คว้าแชมป์มาครองในฤดูกาล 1994-1995 ก็ทำได้เพียงอันดับที่ 7 เท่านั้นในปีถัดมาและไม่ได้ไปแม้แต่การลงเล่นฟุตบอลยุโรปเลยด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสข่าวลือที่กองหน้าคนสำคัญของทีมอย่างอลัน เชียร์เรอร์ต้องการย้ายไปอยู่กับทีมนิวคาสเซิ่ลนั่นเอง

ส่วนทีมอย่างจิ้งจอกน้ำเงินหรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้หลังจากคว้าแชมป์สมัยแรกได้เช่นกัน เพราะเลสเตอร์ที่สามารถคว้าแชมป์ได้อย่างมหัศจรรย์ในปี 2016 ก็ทำอันดับต่ำอย่างไม่คาดคิดคือการจบที่ 12 ในตาราง โดยเหตุผลสำคัญของผลงานพวกเขาก็คือการย้ายทีมของเอ็นโกโล กองเต้กองกลางตัวหลักที่เปลี่ยนไปคว้าแชมป์สมัยที่สองของเขากับเชลซีแทน ส่วนทีมเรือใบสีฟ้าเจอความเขี้ยวของคู่ปรับร่วมมือและเป็นการส่งท้ายของเฟอร์กี้ที่ทำให้พวกเขาเป็นแชมป์อีกครั้งในที่สุด

การป้องกันแชมป์เป็นเรื่องของจิตใจ

ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องของความเขี้ยวคงหนีไม่พ้นทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในสมัยที่มีเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเป็นผู้นำทีมเพราะเขาสามารถพาทีมเป็นแชมป์ติดต่อกันไม่ว่าจะเป็นปี 1998-2001 หรือในปี 2006-2009 จนความแข็งแกร่งของเขาพาตัวเองไปเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกได้อีกสมัย ส่วนอีกทีมหนึ่งก็คือเชลซีของผู้จัดการที่ชื่อว่า โชเซ่ มูรินโญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บแต้มและความเหนียวแน่นของเกมรับที่ทำให้พวกเขามักจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดเสมอ โดยสูตรสำเร็จของเขาทำให้ทีมสิงห์น้ำเงินเป็นแชมป์ได้สองสมัยติดต่อกัน

และตัวอย่างทีมที่สามารถป้องกันแชมป์ได้อย่างแข็งแกร่งก็คือทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคของเป็ป กวาดิโอล่าที่สามารถเป็นแชมป์ในปี 2017-2019 โดยมีลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยุคมูรินโญ่เป็นคู่ปรับคนสำคัญแต่พวกเขามักจะทำผลงานแซงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาล 2017-2018 ที่สามารถทำแต้มได้เกิน 100 แต้ม และปี 2018-2019 ที่พวกเขานำลิเวอร์พูลในนัดสุดท้ายด้วยคะแนนเพียง 1 แต้มเท่านั้นพร้อมสถิติชนะรวดนับตั้งแต่แซงลิเวอร์พูลได้ในช่วงท้ายฤดูกาล

เรื่องราวของการป้องกันแชมป์ในปัจจุบันจะเป็นของลิเวอร์พูลที่นำโดยเจอร์เก้น คลอปป์เพราะพวกเขาคือแชมป์พรีเมียร์ลีกในปัจจุบันพร้อมทำตามฝันที่แฟนบอลรอคอยมาเป็นระยะเวลานาน แต่ทว่าคู่แข่งของพวกเขาในปีถัดมา น่าจะน่ากลัวมากขึ้น เพราะการมาของยอดกุนซือทั่วโลกได้มารวมตัวอยู่ที่อังกฤษเสมอ และต้องคอยดูกันว่าเส้นทางของลิเวอร์พูลจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือครอบบัลลังค์ในลีกสูงสุดได้ต่อไปเป็นระยะเวลานาน สำหรับฤดูกาลหน้าหากคุณเป็นนักพนันด้วยแล้ว รับรองว่าเลือกข้างยาก และสนุกขึ้นแน่นอน

จาก “ป็อกบาโมเดล” ถึง “ซานโชโมเดล” เส้นทางดาวรุ่งสู่การเป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นลีกอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากมีทีมใหญ่อยู่หลายทีม ไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองทีมที่ผูกขาดแชมป์ แถมบรรดาทีมขนาดกลางและขนาดเล็กยังสามารถสู้กับทีมใหญ่ได้อย่างสูสี จึงทำให้เกมการแข่งขันทุกนัดเต็มไปด้วยความตื้นเต้นเร้าใจ ทั้งนี้เนื่องจากแต่ละทีมเต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าเยี่ยม แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักเตะที่ถูกซื้อตัวเข้ามาทั้งสิ้น นักเตะที่สโมสรปั้นขึ้นมาเองมีเพียงหยิบมือ ซึ่งมีผลการวิจัยรายงานว่า จากนักเตะดาวรุ่ง 1.5 ล้านคนในอังกฤษ มีเพียง 180 คนเท่านั้นที่สามารถแจ้งเกิดแล้วค้าแข้งอยู่ในเวทีพรีเมียร์ลีกได้ ซึ่งคิดเป็น 0.012% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมใหญ่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในทุกฤดูกาล ทำให้ไม่สามารถลองผิดลองถูกกับนักเตะดาวรุ่งได้ เด็กฝึกมากมายจึงมักถูกส่งไปให้สโมสรขนาดเล็กยืมตัวก่อนจะลงเอยด้วยการปล่อยออกจากทีมไปในที่สุด เมื่อตกอยู่ในความกังวลเช่นนั้น นักเตะดาวรุ่งที่มั่นใจในฝีเท้าของตัวเองจึงเลือกตัดสินใจเดินจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อย้ายไปอยู่กับสโมสรชั้นนำที่พร้อมให้โอกาสลงสนามทันที อีกทั้งยังได้เล่นร่วมกับนักเตะเก่ง ๆ ที่จะช่วยยกระดับฝีเท้าของตัวเอง ดังเช่นในกรณีของ พอล ป็อกบา และ จาดอน ซานโช

ป็อกบาโมเดล

เมื่อปี 2009 พอล ป็อกบาในวัย 16 ปีตัดสินใจย้ายจากฝรั่งเศสมาร่วมทีมอคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบที่สร้างความงุนงงให้แฟน ๆ กีฬาของ VWIN เลยทีเดียวว่าทีมกำลังคิดอะไร 2 ปีถัดมาเขาก็พาปีศาจแดงคว้าแชมป์เอฟเอยูธคัพ จนสตาฟฟ์โค้ชเยาวชนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับทีมชุดใหญ่ ในฤดูกาล 2011-12 เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงเลือกเก็บกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีไว้กับสโมสรมากกว่าปล่อยยืมตัว แต่แทนที่จะส่งลงสนามกุนซือชาวสก็อตกลับเก็บเขาไว้บนซุ้มม้านั่งสำรองเป็นส่วนใหญ่ โดยป็อกบาถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปเพียง 7 เกม มีเวลาอยู่ในสนามแค่ 225 นาที แม้แต่ช่วงที่นักเตะกองกลางคนอื่นพาเหรดกันเจ็บ ท่านเซอร์ก็ยังเลือกใช้นักเตะจากตำแหน่งอื่นลงเล่นแทน แถมยังไปดึง พอล สโคลส์ กลับมาจากการแขวนสตั๊ด ยิ่งเป็นการตัดโอกาสลงสนามของเขาเข้าไปอีก

ป็อกบามั่นใจว่าด้วยความสามารถที่มี เขาควรจะได้โอกาสลงสนามมากกว่านี้ แต่เมื่อไม่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้านาย ความคิดเรื่องการย้ายทีมจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ได้ มิโน ไรโอล่า เข้ามาเป็นเอเยนต์ส่วนตัว ป็อกบาจึงปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่จากปีศาจแดง โดยปล่อยให้สัญญาสิ้นสุดลงแล้วเลือกย้ายไปยูเวนตุสเมื่อสิ้นฤดูกาล

ป็อกบาในวัย 19 ปีใช้เวลาปรับตัวที่อิตาลีไม่นานก็กลายเป็นกำลังหลักให้กับทีมม้าลาย นอกจากจะได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอแล้ว เขายังได้เล่นร่วมกับ อังเดร ปิร์โล มิดฟิลด์เบอร์ต้น ๆ ของโลก ทำให้ฝีเท้าของป็อกบาพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นนักเตะระดับโลกในที่สุด

ซานโชโมเดล

จาดอน ซานโช ถูกดึงสู่อคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ตั้งแต่อายุ 14 ปี เขามีส่วนช่วยให้ทีมเยาวชนเรือใบสีฟ้าเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอยูธคัพ 2 ปีติดกัน แม้จะไปไม่ถึงแชมป์ แต่ก็ทำให้ปีกวัย 17 ก็กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด

ในฤดูกาล 2016-17 ซานโช ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงกับทีมเยาวชน โดยยิงไปถึง 20 ประตู แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในการเรียกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แม้แต่ช่วงที่ทีมหมดลุ้นแชมป์ไปแล้วก็ตาม ประกอบกับเวลานั้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อุดมไปด้วยนักเตะต่างชาติที่ซื้อเข้ามา จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสลงสนามในอนาคต ยิ่งเมื่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทาบทามผ่านเอเยนต์ส่วนตัว ซานโชในวัย 17 ปีจึงเลือกปฏิเสธสัญญาจากทีมเรือใบ แล้วออกไปผจญภัยยังเมืองเบียร์แทน

ซานโช ใช้เวลาเพียง 2 ปี ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งปีก ถือเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกที่ลงเล่นให้ทีมเสือเหลือง ก่อนจะกลายเป็นนักเตะที่แอสซิสต์มากที่สุดในลีก รวมไปถึงนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำได้ 25 ประตูในศึกบุนเดสลีกา

บทเรียนจากสองโมเดล

จากเคสของป็อกบาและซานโช ทำให้เหล่านักเตะดาวรุ่งอังกฤษมีความหวังมากขึ้น เพราะหากมีความสามารถ แต่ไม่ได้รับโอกาสจากสโมสร การย้ายไปอยู่กับสโมสรใหญ่ในต่างแดนที่พร้อมหยิบยื่นโอกาสให้ ก็น่าจะช่วยให้เส้นทางอาชีพสดใสมากกว่าการเลือกลงไปเล่นในลีกระดับล่างด้วยสัญญายืมตัว

ยิ่งส่งออกนักนักเตะมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น

 เจ ชนาธิป สงกระสินธุ์ ได้สัมผัสกับเกมเจลีกกับทีม คอนซาโดเล ซัปโปโล เป็นปีที่ 3 เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เป็น 1 ใน 11 ผู้เล่นตัวจริงมาตลอด นอกจากจะบาดเจ็บจนเล่นไม่ไหว รวมทั้ง มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา ถูกยืมตัวเล่นให้กับ

ซานเฟรสเซ่ ฮิโรชิมา 1 ฤดูกาล แล้วกลับมาเล่นให้กับต้นสังกัดเดิม อีกทั้ง อุ้ม ธีราธร บุญมาทัน ที่ปีแรกเล่นให้กับ วิสเซิล โกเบ และปีที่สอง ถูกยืมตัวอีกครั้งโดยลงเล่นให้กับ โยโกฮามา เอฟ มารินอส ทีมดังเจลีก ที่กำลังทำผลงานได้ดีเช่นเดียวกัน

ดังนั้นทำให้นักฟุตบอลไทยเป็นที่จับตาของบรรดาเอเย่นต์ทั้งหลาย และถ้าเข้าตาก็อาจเป็นไปได้ที่จะต่อยอดและเดินรอยตามนักฟุตบอลดังที่กล่าวมา ส่วนหนึ่งจากความสามารถของนักเตะที่โดดเด่นและตั้งใจฝึกซ้อม เป็นตัวอย่างที่ดีที่นักฟุตบอลอาชีพควรมี ในอดีตที่ผ่านมามีนักฟุตบอลหลายคนฝีเท้าดีแต่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง อนาคตเลยดับวูบ

                จากการที่ไทยลีกยกระดับเป็นลีกอาชีพอย่างเต็มตัว มีนักเตะต่างชาติที่เข้ามายกระดับมาตรฐานของไทยลีกให้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อบรรดานักเตะไทยได้มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่าโดยรวมแล้วนักฟุตบอลมีความสามารถดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีความเข้าใจในเกมขึ้น ตลอดจนทักษะในการเล่น ทำให้หลายสโมสรในต่างประเทศเริ่มจับตาพุ่งเป้ามายังไทยลีกโดยเฉพาะเจลีก ส่วนหนึ่งก็อาจจะขยายตลาดมายังกลุ่มอาเซียนเพื่อเพิ่มฐานแฟนบอล แต่นอกเหนือจากนั้น นักฟุตบอลได้มีโอกาสในการพัฒนาฝีเท้าตลอดจนรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

ในทางกลับกัน ทำให้เจลีกเริ่มเป็นที่สนใจทั้งนักเตะเองและแฟนบอลโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในไทยหรืออาเซียน ทำให้เคลีก ลีกชั้นนำของเกาหลีใต้เริ่มปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อนักเตะอาเซียนโดยเฉพาะนักฟุตบอลไทย เพราะว่า เจ ชนาธิป มุ้ย, ธีรศิลป์, อุ้ม ธีราธร ตลอดจน นิว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่ได้ลงเล่นกับทีม โออิตะ ทรินิตะ เป็นปีแรกด้วย ต่างโชว์ผลงานที่ดีเป็นที่ยอมรับแล้ว เคลีกคงเห็นว่าศักยภาพของนักเตะไทยสูงขึ้น มาตรฐานไทยลีกไต่ระดับขึ้นมาจนสามารถดึงดูดนักเตะฝีเท้าดีมาเล่นมากมาย เริ่มหันมามองนักเตะไทยหลังจากหลายสิบปีก่อน ปิยพงษ์ ผิวอ่อนได้ไปสร้างชื่อก่อนหน้านี้กับทีมลัคกี้ โกลสตาร์หรือ เอฟซี โซลในปัจจุบัน ด้วยมาตรฐานของเจลีกกับเคลีกที่ไม่ได้ด้อยหรือยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้ตอนนี้เจลีกจะเป็นที่รู้จักมากกว่าก็ตาม แต่ในอนาคตอันใกล้ ไม่แน่ว่า เคลีกอาจจะเป็นเป้าหมายที่เหล่าบรรดาแข้งนักเตะจะให้ความสนใจเพื่อที่จะได้ไปเล่นเหมือนเจลีกก็ได้

                อย่างไรก็ตามถึงเคลีกจะมองว่าเป็นการขยายตลาดฐานแฟนบอลมายังอาเซียนเพื่อแข่งขันกับเจลีกในอนาคต แต่ที่มากกว่านั้น นักเตะไทยมีแต่ได้ประโยชน์จากลีกชั้นนำเหล่านี้ เพราะอย่างไรก็เหนือกว่าไทยลีกอยู่พอสมควร ส่งผลให้ทีมชาติไทยแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน สงครามการช่วงชิงนักเตะครั้งนี้ มีแต่ได้ไม่เสียอะไรเลยสักนิด

บทพิสูจน์ในเจลีกของแบ็คซ้ายทีมชาติไทย

 ปีที่สองแล้วที่แบ็คจอมบุกโลดแล่นอยู่ในเวทีเจลีก ซึ่งเป็นลีกที่ดีที่สุดลีกหนึ่งในเอเชีย ก่อนที่จะถูกยืมตัวมาเล่นให้กับ วิสเซิล โกเบ “ธีราธร บุญมาทัน” ได้เคยพูดว่าเขาไม่มีแรงบันดาลใจในการเล่นไทยลีกอีกต่อไป ทุกถ้วยในประเทศเขาได้มาหมดแล้วและอยากจะก้าวไปท้าทายในลีกอื่น ๆ ที่สูงกว่าอย่างเช่นเจลีก ในญี่ปุ่น เขาอยากล่าความฝันของตัวเองในการไปเล่นลีกญี่ปุ่นสักครั้ง ดีลนี้จึงเกิดขึ้น ในวิสเซิล โกเบ มีนักเตะระดับเวิลด์คลาสอย่าง ลูคัส โพดอลกี้ อดีตนักเตะชุดแชมป์โลกชาวเยอรมัน หรือแม้กระทั่ง อันเดรส อิเนียสต้า อดีตกองกลางจอมแทคติกของบาเซโลน่าและทีมชาติสเปนในสนามซ้อมเขาทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อม มุ่งมั่นและตั้งใจ ตามนิสัยของเขาที่เป็นคนเอาจริงเอาจัง ในช่วงต้นฤดูกาล 2018 เขายังเป็นตัวสำรองแต่ด้วยความมานะในการซ้อมเพื่อที่จะให้เข้ากับระบบทีมและผู้เล่นคนอื่น เขาจึงยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้สำเร็จ

วิสเซิล โกเบ จบฤดูกาล 2018 ด้วยอันดับ 10 ของตารางพร้อมกับสัญญาการยืมตัวหมดลง และไม่ได้รับการต่อสัญญาจึงต้องกลับต้นสังกัดเดิมคือ เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่แล้วก่อนฤดูกาล 2019 จะเริ่มต้น โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ได้ทำการยืมตัวเขาอีก 1 ปี เจลีกภาคสองของเขาก็เริ่มต้นอีกครั้ง ความท้าทายครั้งใหม่ เขาจะใช้ประสบการณ์ที่เล่นให้กับวิสเซิล โกเบ มาปรับปรุงแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน บทพิสูจน์บทใหม่จึงเป็นการท้ายทายเขามากกว่าปีแรก เขาได้ยึดตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวจริงของทีมได้และทำผลงานเข้าตานายใหญ่อย่าง อัลเก้ พอสเตโคกลู แม้ช่วงต้นฤดูกาล ธีราธรได้รับการบาดเจ็บ เขาฟื้นฟูร่างกายได้เร็วและกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้ง ซึ่งเขาได้เข้ามาทดแทนการขาดหายไปของ เรียวสุเกะ ยามานากะ ที่ย้ายไปเล่นให้กับ อูราวะ เรดไดม่อนส์

จุดเด่นของธีราธรอยู่ที่เกมรุก ในระบบของพอสเตโคกลู จะใช้ระบบ 4-3-3 และบางครั้งก็ปรับเปลี่ยนเป็น 3-4-2-1 อาจเหมาะกับเขาในการเติมเกมรุกริมเส้นซึ่งดูได้จากผลงานที่ผ่านมา แต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีจุดอ่อน เกมรับเขายังทำได้ไม่ดีเท่ากับเกมรุก หลายครั้งเขาเสียตำแหน่งจากการเติมเกมรุกแล้วกลับมาไม่ทัน แต่ด้วยจังหวะและทางบอลทำให้เขาเอาตัวรอดได้เสมอ ในขณะนี้ ผลงานของโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส และผลงานในฐานะผู้เล่นกำลังอยู่ในช่วงที่ดีทีเดียว โดยทีมรั้งอันดับสองของตารางโดยตามหลัง เอฟซี โตเกียว ไม่กี่แต้มและได้ลุ้นแชมป์เจลีกอย่างเต็มตัว

                  ธีราธรเริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ตามมาด้วยโรงเรียนอัสสัมชัน ธนบุรี และเริ่มเป็นนักเตะอาชีพให้กับสโมสรราชประชา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมืองทอง ยูไนเต็ด แล้วถูกยืมตัวมาเล่นให้กับวิสเซิล โกเบ ต่อเนื่องด้วย โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ด้านทีมชาติเขาติดเป็นหนึ่งในผู้เล่นชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ชุดอายุไม่เกิน 23 ปีและทีมชาติชุดใหญ่ในปัจจุบัน แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ครั้งหนึ่งเขาโดนไล่ออกจากสนามในเกมที่พบกับซาอุดิอารเบียในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกและมาโดนใบแดงอีกครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในเกมที่พบกับอินโดนีเซีย ในฟุตบอลซีเกมส์ ซึ่งเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดช่วงหนึ่งในการเล่นฟุตบอล จนเขาต้องตัดสินใจอุปสมบทเพื่อสงบจิตใจตัวเอง

                  ในช่วงชีวิตค้าแข้ง ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาได้เรียนรู้ความผิดพลาด ใจเย็นลงเวลาอยู่ในสนาม และครั้งเมื่อเขาได้รับการไว้วางใจในการเป็นกัปตันทีมชาติไทยในยุคซิโก้และราเยวัชมาแล้ว แม้เขาจะย่างเข้าวัย 30 ปีแต่ความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจยังเปี่ยมล้นนับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้องต่อไป ฝันให้ไกล ไปให้ถึง คงเป็นนิยามให้กับแบ็คซ้ายทีมชาติไทยได้ชัดเจนที่สุด

จากผู้ลี้ภัยสู่นักฟุตบอลทีมชาติ

ถึงแม้เดนมาร์คจะไม่สามารถผ่านเข้ารอบฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกล่าสุด แต่มีนักฟุตบอลหญิงที่น่าสนใจคนหนึ่ง เธอไม่ได้มีเชื้อสายเดนนิสโดยกำเนิด เพราะพ่อและแม่ของเธอไม่ได้เป็นชาวเดนมาร์ค แล้วเธอได้มาเป็นส่วนหนึ่งของนักฟุตบอลทีมชาติเดนมาร์คได้อย่างไร เรื่องราวของ นาเดีย นาดิม เหมือนปฏิหาริย์ ที่ไม่อาจเป็นได้ในชีวิตจริง แต่ชีวิตจริงที่เป็นเหมือนฝันก็เกิดขึ้นกับเธออย่างที่เธอเองก็ไม่ได้คาดคิด ความเป็นมาของเธอจะเป็นอย่างไร บรรทัดต่อไปมีคำตอบ

                 แม้ชีวิตของ นาเดีย นาดิม และครอบครัวจะอยู่อย่างยากลำบากในอัฟกานิสถานในสถานะผู้ลี้ภัย ภายหลังจากพ่อของเธอ ซึ่งเป็นอดีตนายพลของกองทัพอัฟกานิสถานถูกกลุ่มตาลีบันจับตัวไป สถานการณ์กลับเลวร้ายขึ้นเมื่อข่าวว่าพ่อของเธอได้ถูกฆ่าตายหลังจากหายตัวไปนานกว่าครึ่งปี หลังจากขาดพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว แม่ของเธอพร้อมกับลูกสาวอีก 5 คนจึงตัดสินใจหนีออกนอกประเทศเพราะถ้าอยู่ต่อคงไม่มีอะไรดีขึ้น

ครอบครัวของ นาเดีย นาดิม ได้หนีไปยังพรมแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ก่อนใช้หนังสือเดินทางปลอม เพื่อไปยังประเทศอิตาลี แล้วเดินทางต่อไปยังประเทศอังกฤษซึ่งมีญาติอยู่ที่นั่น แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันอีกครั้ง เมื่อรถบัสที่นำ นาเดีย นาดิมและครอบครัวกลับส่งเธอลงในย่านชนบทของเดนมาร์ค นับว่าโชคชะตายังมี เพราะครอบครัวของนาเดีย นาดิม ได้ขอเป็นผู้ลี้ภัยและได้เข้าไปอยู่ในค่ายอพยพของเดนมาร์ค

หลังจากนั้นเธอได้เรียนหนังสือจนจบปริญญา และกำลังได้เป็นนักเรียนแพทย์ เธอก็ใช้เวลาว่างจากการเรียน ฝึกซ้อมฟุตบอลไปด้วย เธอมีพื้นฐานในการเล่นฟุตบอลมาบ้าง จากการฝึกสอนของพ่อในช่วงวัยเด็กเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่ในบ้านเกิด ด้วยพรสวรรค์ในการเล่นฟุตบอลที่ติดตัวมา และพรแสวงจากการฝึกฝน เธอก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นนักฟุตบอลอาชีพพร้อมทั้งติดทีมชาติเดนมาร์คในเวลาต่อมา หลังจากครอบครัวและ นาเดีย นาดิม ได้เป็นพลเมืองของเดนมาร์คอย่างเต็มตัวแล้ว

                 คำว่า นักฟุตบอลทีมชาติช่างห่างไกลจากโลกความเป็นจริงนัก ถ้าเธอยังเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในอัฟกานิสถานเหมือนเดิม แต่โชคก็ยังเข้าข้างเธอ ชีวิตที่เลวร้ายก็กลับกลายจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งนี้แม่ของเธอเองก็มีส่วนในการพาครอบครัวขึ้นมาจากหลุมอย่างที่หลายครอบครัวในอัฟกานิสถานประสบพบเจอ เธอและครอบครัวหนีจากความยากลำบากที่ไม่อาจทนกับสภาพเหล่านั้นได้ ความเลวร้ายต่าง ๆ เริ่มเพิ่มขึ้นจากการจับตัวของพ่อ และข่าวของพ่อที่เสียชีวิตลง และแน่นอนนั่นคือฝันร้ายที่สุดในชีวิตของนาเดีย นาดิม ถ้าเธอยังอยู่ที่อัฟกานิสานตามเดิม เธอก็เป็นได้แค่ผู้ลี้ภัยที่ไร้อนาคต เพราะผู้หญิงในประเทศนี้ไม่ได้รับโอกาสมากนัก เธอคงไม่มีสิทธิ์เลือกอนาคตของเธอได้เอง นาเดีย นาดิม เดินออกมาจากฝันร้ายและกลายมาเป็นคนกำหนดอนาคตด้วยตัวเธอเอง

“ณัฐพงษ์ ขจรมาลี” ผู้รักษาประตูหัวใจแกร่ง ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อทุกอุปสรรค

คงไม่มีใครคาดคิดว่าทีมรองบ่อนอย่าง พีที ประจวบ เอฟซี จะเอาชนะทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปได้ในการแข่งขันโตโยต้า ลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์รายการแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ นอกจาก “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล จะได้รับการยกย่องในการสร้างปาฏิหาริย์ให้กับทีมต่อพิฆาตครั้งนี้แล้ว “ณัฐพงษ์ ขจรมาลี” ผู้รักษาประตูของทีมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกพูดถึงในเรื่องของหัวใจนักต่อสู้ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อสามารถฟื้นตัวกลับมาจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิตจนสามารถช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

                ณัฐพงษ์ ขจรมาลี เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับจามจุรี ยูไนเต็ด ทีมลีกดิวิชั่น 2 ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ก่อนจะย้ายสู่ทีมชัยนาท ฮอร์นบิล และลงเล่นในลีกสูงสุดของประเทศในปี พ.ศ. 2559 ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และฟอร์มการเล่นที่ดี ทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูทีมชาติในอนาคตอันใกล้ แต่แล้วในวันที่ 30 เมษายน 2560 ณัฐพงษ์ได้ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ประสานงานกับรถบรรทุก 6 ล้ออย่างจังระหว่างขับรถกลับจากการลงแข่งขันช่วยต้นสังกัด ทำให้กะโหลกศีรษะแตก แขนขวาหัก และเอ็นข้อศอกขวาฉีกขาด จนต้องทำการใส่น็อตยึดกะโหลกศีรษะและใส่กระดูกเทียมในร่างกาย แม้จะรอดชีวิตจากอุบัติเหตุแต่ก็ต้องทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจจากการรักษาและพักฟื้นตัว

                จากอุบัติเหตุครั้งนั้น ณัฐพงษ์ได้รับความช่วยเหลือจากนักฟุตบอลระดับโลกถึง 3 คน คือ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง, โอลิวิเยร์ ชิรูด์ และเคิร์ต ซูม่า จัดการประมูลเสื้อแข่งของพวกเขาเพื่อหาเงินสมทบทุนสำหรับการรักษาตัวผ่านการติดต่อจากเพื่อนร่วมทีมอย่างฟลอรองต์ ชินามา ปงโกลล์ นอกจากนั้นยังมีนักฟุตบอลชาวไทยหลายคนร่วมช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย

                ภายหลังจากประสบอุบัติเหตุ 6 เดือน ผู้รักษาประตูหนุ่มก็เริ่มทำการกายภาพด้วยความหวังว่าจะกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง แม้หลายคนจะมองว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน เพราะกะโหลกศีรษะเต็มไปด้วยน็อตที่ถูกยึดเอาไว้ แถมแขนขวายังต้องใช้กระดูกเทียมมาต่อเป็นแขนอีก แถมคุณหมอที่ดูแลยังไม่แนะนำให้กลับมาเล่นฟุตบอลอีก เพราะมีความเสี่ยงต่อร่างกายมาก

แม้จะหมดสัญญากับต้นสังกัดเดิม ณัฐพงษ์ก็ยังมุ่งมั่นฟิตร่างกายจนพร้อมกลับมาลงสนามอีกครั้ง บวกกับตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ไม่ต้องใช้ร่างกายมาก แต่กลับไม่มีทีมใดคว้าตัวเขาไปร่วมทีม นอกจากสโมสรมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ทีมในระดับ T4 แม้จะต้องลดค่าเหนื่อยลง แต่เขาก็ยินดีแลกด้วยโอกาสในการลงสนามอีกครั้ง หลังจากร้างสนามไปกว่า 1 ปี แล้วความพยายามก็ออกผลสำเร็จเมื่อสโมสรพีที ประจวบ เอฟซี คว้าตัวเขากลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง โดยนัดแรกที่ลงเฝ้าเสาเขาช่วยต้นสังกัดใหม่บุกไปเอาชนะเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดได้ถึงถิ่น ซึ่งเขามีส่วนสำคัญในการช่วยทีมเก็บคลีนชีตไว้ได้

จนกระทั้งในศึกโตโยต้า ลีก คัพ 2019 รอบชิงชนะเลิศ ณัฐพงษ์ช่วยให้ทีมต่อพิฆาตรอดพ้นจากการเสียประตูหลายต่อหลายครั้งจนหมดเวลาการแข่งขัน 120 นาทีด้วยผลเสมอ 1-1 ต้องทำการตัดสินด้วยการยิงลูกจุดโทษ ก่อนจะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 8-7 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ และมีนักพนันจำนวนมากที่รับเงินก้อนโตในแมตท์นี้ไปจาก VWIN

ณัฐพงษ์เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของคนที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจนสามารถก้าวผ่านความยากลำบากไปสู่ความสำเร็จได้ แม้บาดแผลในร่างกายจะทิ้งร่องรอยแห่งความเจ็บปวดเอาไว้ แต่ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้จะพาชีวิตไปสู่ความสุขได้อย่างแน่นอน

ทีมเวิร์คหรือความสามารถเฉพาะตัว

เราเข้าใจกันว่าการมีศูนย์หน้าที่ดีในการทำประตูเป็นสิ่งสำคัญในการพาทีมได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่ง แน่นอนเกมแพ้หรือชนะวัดกันที่การยิงประตู และศูนย์หน้าเปรียบดังหัวหมู่ทะลวงฟันที่มีโอกาสมากที่สุดเหนือตำแหน่งอื่นในทีม ในเกมการแข่งขันแฟนบอลจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับศูนย์หน้าเฉียบคมในการทำประตู ไม่ว่าจะเป็นลูกมหัสจรรย์เหนือความคาดหมายหรือผู้เล่นคนอื่นแอสซิสมาให้ก็ตาม เรามักโฟกัสไปที่ตำแหน่งศูนย์หน้ามากกว่าตำแหน่งอื่น แต่อย่าลืมว่าถ้าหากยิงประตูไม่ได้แล้วโดนยิงประตูจากคู่แข่งแทน สุดท้ายทีมก็แพ้อยู่ดี ไม่ว่าศูนย์หน้าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม

                 โลกของฟุตบอลส่วนใหญ่แล้ว จะกล่าวถึงตำแหน่งกองหน้ามากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่มีผู้เล่นในสนามถึง 11 คน ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตู กองหลัง กองกลาง ตลอดจนกองหน้า ต่างกันเพียงหน้าที่ในแต่ละตำแหน่ง ไม่มีใครไม่รู้จัก เพชฌฆาตหน้าหยกอดีตศูนย์หน้า ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน, ประทีป ปานขาว, พิชัย คงศรี จอมโขกหัวเรดาห์, รณชัย สยมชัย, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, วรวุธ ศรีมะฆะ, เศกสรรค์ ปิตุรัตน์,  พิพัฒน์ ต้นกันยา, ศรายุทธ ชัยคำดี ตลอดจนยุคนี้อย่าง ธีรเทพ วิโนทัย,  ธีรศิลป์ แดงดา

แต่ศูนย์หน้าย่อมมีวันโรยราเมื่ออายุมากขึ้น จะมีใครเข้ามาทดแทนในตำแหน่งนี้ได้ ในไทยลีกเริ่มจะมีการฉายแววชองนักเตะศูนย์หน้าที่น่าจับตาหลายคน ไม่ว่าจะเป็น อภิวัฒน์ เพ็งประโคน ศูนย์หน้า ปตท ระยอง เอฟซี ที่วางเท้ายิงได้ดีเป็นความหวังของทีมชาติ แต่เด้วยอายุที่มากวัย 30 ปี จึงอาจจะใช้งานได้ไม่นาน แต่ยังมีนักเตะที่อายุน้อย ยังเหลือการใช้งานอีกยาวนาน อย่าง ศุภชัย ใจเด็ด, ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา หรืออย่าง ศุภโชค สารชาติ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์หรือเอกนิษฐ์ ปัญญาที่ฟอร์มร้อนแรงขึ้นมาในขณะนี้  ที่รอวันลับคมสั่งสมประสบการณ์ แต่ด้วยฝีเท้าที่เกินวัยจึงเป็นความหวังใหม่ของทีมชาติไทยไปแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ศูนย์หน้ามีส่วนสำคัญกับทีม แต่ฟันเฟืองตัวอื่นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะถ้าขาดความสมดุลภายในทีม ประสิทธิภาพของทีมโดยรวมก็จะลดลงไป ถึงจะมีศูนย์หน้าเก่งแค่ไหน มีความเฉียบคมเพียงใด ก็ไม่อาจนำความสำเร็จมาสู่ทีมได้ ระบบทีมเวิร์คจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่าการมีศูนย์หน้าที่ดี

                  ทีมที่มีการเล่นที่สวยงาม มีแทคติคที่ยอดเยี่ยมแต่ขาดความเฉียบคมของกองหน้า ทีมนั้นอาจจะไม่ชนะเมื่อเกมจบลงก็เป็นได้ แต่ถ้าทีมมีศูนย์หน้าที่ยอดเยี่ยมเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่ขาดความสัมพันธ์ภายในทีมที่ดีพอ ทำให้ความสมดุลของทั้งทีมขาดหายไป ทีมก็ไม่ชนะได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นส่วนผสมที่โค้ชจะต้องนำมาปรับเพื่อให้เกิดความสมดุลภายในทีม เพราะแต่ละตำแหน่ง ล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

                การเดิมพันในเกมฟุตบอลก็เช่นกัน หากคุณร่วมเล่นกันเพื่อน เล่นกันเป็นทีมเวิร์ค แบ่งปันทรรศนะ และเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน นั่นก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้คุณและเพื่อนสามารถล้มโต๊ะบอลหรือเว็บพนันออนไลน์ได้ทันที บางครั้งความสามารถเฉพาะตัวของนักพนันเช่นคุณก็อาจดีขึ้นไปอีก หากเป็นการเดิมพันร่วมกันแบบทีมเวิร์ค