ponballonline.com

Menu Close

Category: สาระน่ารู้

มูลค่าที่มองไม่เห็น ของวงการฟุตบอลไทย

มูลค่ามีทั้งสิ่งที่จับต้องได้หรือมองเห็น แต่ยังมีมูลค่าที่มองไม่เห็น และมูลค่าแบบนี้เป็นสิ่งที่เกินคาดคะเนเอาเสียด้วย แน่นอนการเติบโตทางด้านการลงทุนด้วยการทุ่มเม็ดเงินเพื่อซื้อสโมสรฟุตบอลจากมหาเศรษฐีต่าง ๆ หากแต่สโมสรที่ได้ชื่อว่ามีมูลค่ามากที่สุดในโลกทีมหนึ่ง ยังมีหนี้สินมากมาย แต่ระยะยาวแล้ว ผลสำเร็จที่ตามมานั้นไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการหลัก หรือความมีชื่อเสียงของบรรดาเศรษฐีทั้งหลายหรือแม้แต่อำนาจในด้านอื่นก็ตาม

ด้วยความที่ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมสำหรับคนทั่วโลก การทุ่มทุนซื้อนักเตะที่ดีมาสู่ทีมและถ้ายิ่งทีมประสบความสำเร็จอาจได้ทั้งถ้วยและเกียรติยศมาสู่ทีมด้วย ยิ่งตอกย้ำให้ทีมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากจะเรียกนักเตะเป็นทรัพย์สินหนึ่งของสโมสรคงไม่เกินเลย สิ่งที่นอกเหนือจากนั้นเมื่อทีมประสบความสำเร็จ แบรนด์ที่อกเสื้อและสิ่งของต่าง ๆ เช่น เสื้อทีม ผ้าพันคอ ตลอดจนสิ่งของอื่น ๆ ที่มีแบรนด์ของสโมสรยังขายได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

                 สำหรับประเทศไทยก็ขอยกตัวอย่างทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่นับว่าประสบความสำเร็จทีมหนึ่ง จากทีมโนเนมขึ้นสู่ทีมในระดับเอเชีย จากการบริหารของเจ้าของสโมสร ถ้วยแชมป์ต่าง ๆ ที่ได้มาล้วนทำให้มูลค่าของสโมสรเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ ทีมเมืองทอง ยูไนเต็ดเองก็ไม่ต่างกัน เพราะไม่มีแฟนบอลในไทยคนไหนไม่รู้จัก

หรือหากจะยกตัวอย่างทีมในต่างประเทศ ก็จะยกเอา ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ตระกูลเกลเซอร์ เทคโอเวอร์สโมสรแม้ในช่วงระยะเวลาแรกจะขาดทุนแต่ปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นทีมที่มีมูลค่าสูงมากทีมหนึ่งของโลก หรือจะเป็นทีมจิ้งจอกแห่งสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมของวิชัย ศรีวัฒนประภาผู้ล่วงลับ ที่ทำการเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2010 จนสามารถได้แชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี 2015/2016 จนทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ และเจ้าของสโมสรเป็นที่สนใจของชาวโลก ทำให้เมืองเลสเตอร์ เป็นที่รู้จักและมีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น

หรือเชลแม้แต่ สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ที่มีโรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีน้ำมันชาวรัสเซียเป็นเจ้าของ หรือ ซัลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ผู้กลายเป็นอดีตเจ้าของเอซี มิลาน ผู้อื้อฉาวได้ขายหุ้นให้กับ กลุ่มทุนจากจีน ซึ่งเจ้าของคนใหม่ คือ หลี่ หย่ง หง ตอนแรกที่มีข่าวกับมหาเศรษฐีชาวไทย บี เตชะอุบล แต่เปลี่ยนใจขายให้กับนักธุรกิจชาวจีนแทน ข้ามฟากมายังเอเชีย ทีมอย่าง กว่างโจว เอฟเวอร์แกรนท์ ทีมชั้นนำในลีกของจีน ถูกซื้อหุ้นจำนวน 50%จากมหาเศรษฐีนามว่า แจ็คหม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบานั่นเอง มหาเศรษฐีเหล่านี้อาจจะซื้อทีมสโมสรเพราะใจรักในกีฬาฟุตอล หรือมีสิ่งอื่นนอกเหนือกว่านั้นก็ได้

                 นี่แค่เป็นตัวอย่างบางตัวอย่างเท่านั้น การทุ่มทุนซื้อสโมสรของมหาเศรษฐีทั้งหลายมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอเหนือจากกำไรที่มาจากมูลค่าทรัพย์สินและผลประกอบการแล้ว ลู่ทางสู่ความมั่งคั่งเพื่อสร้างชื่อไปสู่หนทางแห่งอำนาจต่อรองมากขึ้น นับเป็นมูลค่าที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น

                นอกจากเม็ดเงินจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับทีมฟุตบอลแล้ว แม้ว่าวันนี้คุณเองไม่ใช่เจ้าของทีม หรือไม่มีเงินมากพอที่จะลงทุนทำทีมฟุตบอล แต่สิ่งหนึ่งที่คุณทำได้ก็คือการเลือกเดิมพันในเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ นั่นหมายความว่าเม็ดเงินจำนวนมากจะไหลเข้ากระเป๋าคุณเพียงคนเดียว โดยไร้ซึ่งค่าบริหารและไม่ต้องหวังเพิ่งสปอนเซอร์ เลือกเว็บไซต์ที่ชื่นชอบ ติดตามการอัพเดตข่าวสารเสมอ แล้วเม็ดเงินจำนวนมากจะไหลเข้ามาหาคุณแบบไม่ทันตั้งตัว

ดีที่สุดไม่มี มีแต่ดีในช่วงเวลาเหมาะสม

ใน 4 ครั้งหลังสุด แชมป์ฟุตบอลโลกตกเป็นของทีมที่มาจากทวีปยุโรปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ทีมอิตาลี ทีมสเปน ทีมเยอรมัน และล่าสุด ทีมฝรั่งเศสที่ได้แชมป์ไปครอง นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกก่อเกิดขึ้นมา มีเพียงประเทศจาก 2 ทวีปเท่านั้นที่ได้แชมป์ไปครอบครอง

ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือประเทศในสองทวีปนี้เป็นเลิศทางด้านฟุตบอลมาอย่างยาวนานเหนือกว่าทวีปอื่นในโลก มีลีกอาชีพอันยาวนานและแข็งแกร่งจึงมีนักเตะฝีเท้าดีระดับโลกอยู่มากมาย นักฟุตบอลที่แจ้งเกิดในฟุตบอลโลกแต่ละครั้งส่วนใหญ่มาจากสองทวีปนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแข้งตำนานอย่างเปเล่ นักเตะเทวดาชาวบราซิล โยฮันคลัฟ ชาวดัตช์ฮอนแลนด์ มาราโดน่า ที่แฟนบอลรู้จักกันดี กับหัสถ์พระเจ้าอันโด่งดัง เปาโล รอสซี่ นักเตะอิตาลี เจอเก้นท์ คลินท์สมัน โรมาริโอ้ โรนัลโด้ เมสซี่ ซีเนอดีน ซีดาน เป็นต้น บรรดานักเตะเหล่านี้ต่างวาดลวดลายฝีเท้าให้โลกจดจำชื่อได้ดีจนกลายเป็นตำนานไปแล้ว ผลผลิตของฟุตบอลโลกส่วนหนึ่งมีนักเตะที่เจิดจรัสประดับวงการเพิ่มขึ้น แต่อีกหลายคนก็เป็นเวทีดับแสง ฟอร์มตกกราวรูดก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

                บางครั้งทีมเต็งที่มีนักเตะเวิร์ลคลาสล้นทีมต้องมาตกรอบก่อนด้วยปัจจัยหลายอย่าง อย่างเช่นในปี1986 ฟุตบอลโลกที่เม็กซิโก บราซิลทีมเต็งแชมป์คับคั่งไปด้วยนักเตะระดับโลกมากมาย ในยุคนั้นมีทั้ง กาเรก้า, ซิโก้ เจ้าของฉายาเปเล่ขาว ก็พ่ายแพ้ให้แก่ทีมฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้ายุโรปที่มี พลาตินี่นำทัพมา หรือในปี 2002 ใครจะเชื่อว่าทีมที่เป็นแชมป์โลกก่อนหน้านั้น เตะเพียงแค่สามแมทช์ในรอบแรกโดยไม่ชนะทีมใดเลย และต้องตกรอบแรกไปก่อนเวลาแม้จะมีนักเตะระดับโลกแทบจะเป็นชุดเดียวกับที่คว้าแชมป์โลกมาได้ในบ้านพวกเขาเอง ซีเนอดีน ซีดาน, เธียรี่ อองรี, ดิลิยง ตูราม, ปาทริค วิเอร่า, มาร์กเซย เดอไซยี่ ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา และทีมยิงประตูไม่ได้เลย

หรือปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ทีมอิตาลีทีมแชมป์ปี 2006 ก็ต้องมาร่วงรอบแรกเช่นเดียวกัน ทั้งที่มีสตาร์ดังอยู่เต็มทีม และในปี 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ทีมสเปน อีกทีมที่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยที่สเปนคว้าแชมป์โลกในปี 2010 แต่กลับร่วงรอบแรกเช่นเดียวกัน โดยประเดิมสนามแพ้ทั้งเนเธอร์แลน์และชิลี หรือฟุตบอลโลกปีล่าสุดแชมป์เก่าอย่าง เยอรมันกลับน้ำตาตก ร่วงรอบแรกโดยฝีมือของเกาหลีใต้ มีอันต้องกลับบ้านก่อนเวลา ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าทีมเหล่านี้ต้องมาเจอกับฝันร้ายทั้ง ๆ ที่ในฝันหวานเมื่อวันวานทั้งสิ้น นี่คือสีสันของฟุตบอลโลก

                คงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าทีมที่มีนักเตะที่ดีอยู่เกือบทั้งทีม ทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์อาจไม่ได้เป็นทีมที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นก็ได้ นี่เป็นสถิติที่น่าสนใจ และคอยเตือนว่าไม่มีทีมไหนที่ดีที่สุด มีเพียงทีมที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นเท่านั้น

เส้นทางชีวิตของกุนซือคนใหม่แห่งทัพปีศาจ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ภายหลังจากผลงานการคุมทัพปีศาจแดงชั่วคราว ที่พาทีมโชว์ฟอร์มอย่างร้อนแรงจนทำให้ล่าสุดทางสโมสร ต้องประกาศแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ สมกับฉายาซูเปอร์ซับ ที่สามารถเข้ามาช่วยทีมให้พ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อีกครั้ง แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า เบื้องหลังชีวิตของกุนซือหน้าทารกรายนี้ มีความน่าสนใจเพียงใด

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในวัยทารกน้อยได้ถือกำเนิดเมื่อปี 1973 ที่ประเทศนอร์เวย์  โดยที่ได้ถูกตั้งความหวังจากคุณพ่อที่เป็นนักมวยปล้ำอาชีพฝีมือฉกาจ การันตีจากการคว้าแชมป์ภายในประเทศกว่า 5 สมัย ให้ฝึกฝนและเติบโตขึ้นเป็นนักมวยปล้ำชั้นแนวหน้า แต่ด้วยร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนเอ ทำให้สุดท้ายไม่สามารถเดินตามความฝันของคุณพ่อได้สำเร็จ

แต่ในวัยเด็กนอกเหนือจากเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนทักษะมวยปล้ำแล้ว โซลชา จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูรายการฟุตบอลอังกฤษ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มหันมาเล่นกีฬาฟุตบอล และด้วยความตั้งใจในการฝึกฝนทักษะของตัวเอง จึงทำให้ได้มีโอกาสเล่นร่วมกับทีมประจำท้องถิ่น ในวัยเพียง 8 ขวบเท่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น โซลชา ที่ได้บ่มเพาะศักยภาพในการเป็นนักเตะมาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้เข้าสู่ทีมเยาวชนและได้เล่นให้กับทีมในดิวิชั่น 3 อย่าง เคลาเซเนนเก้น จนผลงานไปเตะตาทีมในระดับลีกสูงสุดอย่าง โมลด์ และใช้เวลาเพียงไม่นานในการสร้างชื่อจนได้ขนานนามจากแฟนบอลว่า  อลัน เชียร์เรอร์ แห่งประเทศนอร์เวย์ โดยโซลชา ก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับชื่อเสียงที่ได้รับ แต่กลับตั้งใจขยันฝึกซ้อมมากยิ่งขึ้น โดยหวังแต่เพียงว่าวันหนึ่ง จะได้ย้ายไปเล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษ

และจากฟอร์มอันร้อนแรงที่ซัดไป 31 ประตูตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมาร่วมทีม ส่งผลให้ฟอร์มดันไปเตะตากับผู้ที่จะมาเปลี่ยนอนาคตเขาไปตลอดการอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ในขณะนั้นพึ่งผิดหวังจากการพยายามคว้าตัวสุดยอดกองหน้าที่ โซลชา เคยถูกนำไปเปรียบเทียบอย่าง อลัน เชียร์เรอร์ เป็นเหตุให้ทางสโมสรตัดสินใจเซ็นสัญญา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ดาวยิงจากประเทศนอร์เวย์ ที่แฟนบอลประเทศอังกฤษในยุคสมัยนั้นแทบไม่มีใครรู้จักเขาเลย โดยในปีแรกเขาได้กลบเสียงวิจารณ์และข้อสงสัยในตัวเขาทันที เมื่อจัดการยิงประตูให้กับทีมไปถึง 18 ประตูในลีก พร้อมคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของทีมและพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ในที่สุด

แต่แล้วในปี 1998-1999 สโมสรก็ได้ตัดสินใจเซ็นกองหน้ามาอีกรายนั้นคือ ดไวท์ ยอร์ค ทำให้เกิดกระแสข่าวการย้ายทีมของ โซลชา เกิดขึ้นทันที อย่างไรก็ดี ดาวยิงชาวนอร์เวย์กลับปฏิเสธการย้ายทีมและพร้อมเข้าร่วมแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกองหน้าตัวจริง โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ว่าการตัดสินใจนี้ จะเป็นการเปิดประตูไปสู่การเป็นตำนานที่เข้าไปครองใจเหล่าแฟนๆสาวกปีศาจแดงในภายหลัง

ในเวลาต่อมาโซลชา ได้ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นกองหน้าตัวสำรองของทีมบ่อยครั้ง แต่ด้วยความสามารถในการยิงประตูในช่วงเวลาสำคัญของทีม พาทีมพลิกกลับมาเอาชนะ หรือคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการได้เสมอ ทำให้ โซลชา ได้รับการขนานนามจากสื่อและแฟนบอลว่า สุดยอดกองหน้าซูเปอร์ซับ โดยสิ่งที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด คือการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่เจอกับสโมสร บาเยิร์น มิวนิค ในปี 1999 ที่ในขณะนั้นทีมตามหลังอยู่ 1-0  โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถูกส่งลงไปแทนกองหน้าในขณะนั้นอย่าง แอนดี้ โคล ในนาทีที่ 81 และช่วงเวลาหลังจากนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า “ตำนาน”

โอมาร์ โมมานี่ สีสันฟุตบอลในลายเส้นล้อเลียน

โอมาร์ โมมานี่อาจจะเป็นนักวาดการ์ตูนล้อที่ดังที่สุดในหมู่คอบอล งานของเขามีลายเส้นสนุกและเรื่องราวก็เข้าใจได้ถึงแฟนบอลทั่วโลกโดยเฉพาะการที่เขาเป็นนักการ์ตูนนิสต์ของเว็บไซต์โกล เว็บฟุตบอลที่มีคนติดตามมากอันดับต้น ๆ บนโลกโซเชียล

ผลงานของโอมาร์นั้นผ่านสายตาคนนับล้าน ๆ ในแต่ละสัปดาห์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลทั้งในและนอกสนาม เขาจะหยิบเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเป็นหัวเชื้อในการปั่นป่วน และล้อเลียนอย่างมีเสน่ห์ แต่กว่าจะปีนป่ายขึ้นมาจากจุดอันต่ำต้อยในฐานะนักวาดการ์ตูนในกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ดินแดนบ้านเกิดสู่วันที่ผู้คนรู้จักมันไม่ใช่เส้นทางที่ง่ายเลย

“ผมรู้จักฟุตบอลครั้งแรกสักราว 1986 จากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่พ่อซื้อมาอ่าน ปกมันเป็นรูปมาราโดน่า ผมถามพ่อว่านี่คือใคร พ่อบอกว่านี่คือมาราโดน่า นักเตะที่เก่งที่สุดในโลก นั่นแหละเรื่องราวของฟุตบอลและนักฟุตบอลคนแรกที่ผมรู้จัก” โมมานี่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฟุตบอลไทม์ถึงวันเก่าของเขา

“ไม่นานแม่ก็ซื้อเสื้อยืดที่มีรูปมาราโดน่าพิมพ์อยู่ให้ และผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กคนไหน ๆ ก็พากันสะสมสติ๊กเกอร์พานินี่ (สติ๊กเกอร์ลิขสิทธิ์ที่พิมพ์ภาพนักฟุตบอลดังของโลก) และใครก็อยากได้มาราโดน่ากันทั้งนั้น” จากนั้นเขาก็ได้เห็นมาราโดน่าในเวอร์ชั่นการ์ตูนล้อครั้งแรกราวปี 1990 ทำให้เขาเริ่มอยากเห็นผู้เล่นคนอื่น ๆ บ้าง และกลายเป็นการนำพาเขามาสู่การวาดการ์ตูนล้อเอง

ความคู่ไปกับการดูฟุตบอล โมมานี่หลงรักในการ์ตูนฮีโร่มาก ๆ เขาตัดสินใจจะเป็นนักข่าวหรือนักเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์ในรูปแบบการ์ตูน ทำให้เขาเน้นลึกลงไปที่องค์ประกอบซึ่งทำให้เขาหลงรักเกมการแข่งขัน ความแข็งแกร่งของผู้เล่น เทคนิคและพรสวรรค์ สไตล์ที่สวยงาม รวมไปถึงความแตกต่างในแต่ละตัวบุคคลที่นักฟุตบอลมี

รูปแรกที่โมมานี่วาดเผยแพร่ไม่ใช่เรื่องของฟุตบอล เขาวาดเรื่องราวของยัตเซอร์ อาราฟัต อดีตผู้นำปาเลสไตน์กับยิตซัค ราบิน อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเกิดขึ้นตอนเขาอายุ 14 ปีเท่านั้น เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนชอบให้เขาวาดรูปเพราะเขาวาดได้สวย ทั้งภาพการ์ตูนดัง ภาพล้อพวกคุณครูซึ่งพวกครูไม่มีใครชอบเรื่องนี้สักคน และเขาถูกทำโทษบ่อยมากและโดนครูสั่งห้ามวาด แต่เขาก็ไม่เคยหยุดมันเลย

โมมานี่นับได้ว่าเป็นเด็กจอร์แดนหัวสมัยใหม่โดยแท้ เพราะน้อยคนนักที่จะฝันถึงการทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงหรือเป็นศิลปินเพราะมันไม่มีอนาคตแถมไม่ได้ให้เงินตอบแทนสูง จากการเรียนคอมพิวเตอร์ประยุกต์ โมมานี่พบว่าโปรแกรมโฟโต้ช็อปกับแฟลชคือสิ่งที่เขาค้นหา มันทำให้เขาตัดสินใจเดินหน้าสู่งานอนิเมชั่นหลังเรียนจบ ซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับการขยายตัวของวงการทีวีในตะวันออกกลางที่กำลังอยากได้นักการ์ตูนอนิเมชั่นกลิ่นอายอาหรับโดยเฉพาะ

การ์ตูนของโอมาร์ โมมานี่สร้างลายเส้นและเรื่องราวที่สะดุดตาคน นักฟุตบอลดังหลายคนติดตามงานของเขาทั้งอิเคร์ กาซิลยาส, ลูคัส โพดอลสกี้หรือราเมดัล ฟัลเกา เขาถูกชักชวนเข้ามาเป็นนักวาดประจำของเว็บไซต์โกลที่ซึ่งทำให้ตัวการ์ตูนและลายเส้นของเขาสื่อสารออกไปในวงกว้างอย่างยิ่ง

“มันตลกตรงที่ครั้งหนึ่งผมไปร่วมงานอนิเมชั่นที่ดูไบ เจ้าของร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ติดโรงแรมทำอาหารเช้ามาให้ผม เขาเป็นแฟนอาร์เซน่อลและชอบโม้เรื่องอาร์เซน่อลกับแวงเกอร์ใหญ่เลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถามผมว่าทำงานอะไร? ผมบอกว่าผมเป็นนักวาดการ์ตูน ปรากฏเขาถามว่าทำไมผมไม่วาดการ์ตูนฟุตบอลแบบโอมาร์ โมมานี่ซะล่ะ? ผมนี่หัวเราะลั่นเลย” โมมานี่เล่าอย่างขำขัน

จากความชอบสู่งานที่ทำเลี้ยงชีพ โมมานี่ยังคงสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้แฟนฟุตบอลได้เห็นเรื่องราวในอีกอารมณ์หนึ่งเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องลุ้นและรอคอยติดตามผลงานต่อไปของเขาอยู่แน่ ๆ

 

ซัลฟอร์ด ซิตี้ ที่นี่มีเด็กผีคลาส’92

สำหรับสาวกผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขามีทีมนักเตะที่กลายเป็นตำนานมากมาย แต่คลาส’92 ถือเป็นไฮไลท์เพราะนักเตะชุดนี้เป็นลูกเจี๊ยบอาจหาญที่ลบคำสบประมาทของอลัน เฮนเซ่น กูรูรุ่นเก๋าซึ่งเป็นอดีตนักเตะของอริตลอดชาติอย่างลิเวอร์พูลที่หยามว่า “คุณไม่มีทางจะชนะด้วยเด็ก ๆ พวกนี้หรอก”

คำพูดนี้มันเกิดขึ้นในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดส่งเด็กปั้นลงแล้วโดนแอสตัน วิลล่าถลุงหมดสภาพในนัดเปิดสนามของปี 1995/1996 ทว่าเหล่าเด็ก ๆ จากอะคาเดมี่ที่ถูกผู้จัดการทีมชาวสก็อต อเล็กซ์ เฟอร์กูสันดันขึ้นมาพร้อมกันทั้งไรอัน กิ๊กส์, นิกกี้ บัตต์, พอล สโคลส์, เดวิด เบ็คแฮม, พี่น้องเนวิลล์ ซึ่งเป็นผู้เล่นชุดแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ปี 1992 กลายเป็นกำลังหลักที่ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ในบั้นท้ายได้แบบหักหน้ากันไป

เมื่อผ่านมาตามช่วงเวลา นักเตะในคลาส’92 ก็พากันเกษียณตัวเองจากสนามฟุตบอล อยู่นักเตะในชุดนี้ก็มีข่าวว่าสนใจร่วมหุ้นกันซื้อสโมสรซัลฟอร์ด ซิตี้ เอฟซี ทีมระดับนอกลีกเล็ก ๆ ทีมหนึ่งที่เตะอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ โดยมีไรอัน กิ๊กส์, แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์, พอล สโคลส์และนิกกี้ บัตต์ลงหุ้นคนละ 10% เข้ามาเป็นเจ้าของร่วมในฤดูกาล 2014 พร้อมตั้งเป้าจะไปแชมเปี้ยนชิพ ลีกระดับชั้นที่ 2 ของฟุตบอลอังกฤษภายใน 15 ปี ทั้งที่ตอนนั้นที่ยังอยู่ในระดับดิวิชั่นที่

เหล่านักเตะคนดังพากันหมุนเวียนเข้ามาที่สโมสรตามแต่โอกาส ทั้งเม็ดเงิน ประสบการณ์และแรงบันดาลใจของเหล่าอดีตแข้งผีแดงกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สโมสรเดินหน้าอย่างมั่นคง รวมไปถึงการที่ได้นายทุนเงินหนาชาวสิงคโปร์อย่างปีเตอร์ ลิมที่เป็นเจ้าของทีมบาเลนเซียมาซื้อหุ้นสโมสรครึ่งที่เหลือ ทำให้ทุกอย่างในสโมสรพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปีนั้นพวกเขาคว้าแชมป์และเลื่อนชั้นได้ทันที ตามด้วยเลื่อนชั้นอีกรอบในปีต่อมาทำให้สโมสรมาหยุดอยู่ที่ระดับ 6 และตอนนั้นเองที่สโมสรเริ่มเซ็นสัญญานักเตะอาชีพเต็มตัวกับผู้เล่นบางคนเป็นครั้งแรก

กราฟพุ่งขึ้นของซัลฟอร์ด ซิตี้ยังไม่จบเมื่อพวกเขาอยู่ในระดับเนชั่นลีก นอร์ธได้เพียง 2 ปีก็สามารถเลื่อนชั้นได้อีกด้วยการคว้าแชมป์ฤดูกาล 2017/2018 ทำให้ฤดูกาลนี้ซัลฟอร์ด ซิตี้ ทีมของบรรดาแข้งคลาส’92 ได้เล่นเนชั่น ลีก ระดับที่อยู่ต่ำกว่าฟุตบอลอาชีพแค่ขั้นเดียวเท่านั้น

ด้วยความที่นักเตะในยุคเดียวกันมาเป็นเจ้าของทีม พวกเขาเลยมักไปปรากฏตัวที่สนามมัวร์ เลน ซึ่งความจริงมันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเพนนินซูล่า สเตเดี่ยมตามสปอนเซอร์ แต่ทุกคนก็ยังมักเรียกอย่างนั้นตามความเคยชินที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1978 สมัยที่มีแฟนบอลหลักร้อยจนเพิ่มมาเป็นความจุ 5,108 คนในปัจจุบัน

ไม่ใช่แค่นักเตะกลุ่มที่เป็นเจ้าของ พวกเขามักใช้สนามบอลแห่งนี้เป็นที่พบปะโดยการเชิญเหล่าคนคุ้นเคย อาทิ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เพิ่งไปนั่งดูเกมเมื่อวันปีใหม่ แถมบางครั้งนักเตะรุ่นเก่าที่รู้จักพวกเจ้าของทีมก็แวะมาเยี่ยมกันด้วย ทำให้ซัลฟอร์ด ซิตี้เหมือนห้องรับแขกของแข้งผีแดงไปในตัว

เพราะการที่แข้งดังรุ่นขวัญใจเด็กผีมาเป็นเจ้าของทีมนี่เอง ที่ทำให้สาวกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมากเอาใจช่วยสโมสรน้องให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว เผื่อว่าวันหนึ่งจะได้ก้าวขึ้นไปถึงจุดที่ตั้งเป้าไว้โดยเร็ว เพราะอีกแค่ 3 ก้าวเท้านั้นก็ถึงแชมเปี้ยนชิพแล้ว

 

 

เตะบอลไม่เก่ง ก็ร่วมงานกับทีมฟุตบอลชั้นนำได้ ด้วยอาชีพแมวมอง

“แมวมอง” เป็นชื่อของรูปแบบการทำงาน และตำแหน่งของพนักงานแบบหนึ่ง ซึ่งมีอยุ่ประจำทุก ๆ สโมสร และมักเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยได้ดูทีมตัวเองแข่งขันสด ๆ พวกเค้าทำหน้าที่ในการออกไปเฟ้นหาดวงดาว นักเตะพรสวรรค์ที่อายุน้อย ทั้งจากข้างสนามซ้อม และในระหว่างการแข่งขันกับทีมอื่น ๆ จุดประสงค์คือ ต้องการหานักเตะของดี ราคาถูกจากทั่วโลกให้ทันและไวกว่าแมวมองจากทีมอื่น ๆ เพื่อจะช่วยประหยัดงบประมาณของสโมสร ซึ่งดีกว่าจะไปเสียตังทีละมาก ๆ ในการทุ่มซื้อนักเตะที่คนอื่นปั้นเรียบร้อยแล้วนั่นเอง และในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้จากนักเตะที่ตัวเองดึงเข้ามาให้สโมสรปั้นจนโด่งดัง และขายให้ทีมอื่นอีกด้วย ดังนั้น การทำงานและทักษะ กับสิ่งจำเป็นของแมวมอง คงจะแตกต่างจากงานอื่น ๆ ของฟุตบอลแน่ ๆ แล้วว่าแต่พวกเค้าทำงานอย่างไรล่ะ ถ้าเราสนใจอยากจะทำบ้าง ต้องเริ่มอย่างไร

อดีตนักเตะ

หลายคนคงบอกว่าแมวมองมาจากไหนกันล่ะ ทำไมจู่ ๆ มาทำงานแมวมองได้ ที่จริงจะบอกให้ว่าแมวมองนั้น ส่วนมากก็มาจากนักเตะในอดีต ที่เคยทำงานเป็นนักเตะอาชีพนั่นเอง นี่หมายความว่าแมวมองส่วนมากเคยเห็นคนเล่นจริง ๆ ในสนามกับตัว เคยมีความรู้ในการมองเพื่อนร่วมทีม และยังมีความรู้จากโค้ชที่เคยคุมพวกเค้าเล่น มาผสมผสานกับทักษะในการมองสังเกตและวิเคราะห์ เพื่อกลายมาเป็นแมวมองตาดีนั่นเอง แต่นี่ไม่ได้หมายความนักเตะกลายมาเป็นแมวมองแล้วจะเก่งเสมอไปทุกคน เพราะว่าเค้าจะต้องสังเกตในการเล่นที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การรับมือกับความกดดันของเด็ก และการตอบสนองกับคำสั่งโค้ช ซึ่งแตกต่างกันแน่นอนกับสมัยที่นักเตะเล่นอยู่เอง แต่แน่นอนการเป็นนักเตะมาก่อนมีส่วนช่วยไม่มากก็น้อยกับการมาทำงานแมวมอง และโอกาสพัฒนาก้าวไกลได้ และคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ที่ชื่นชอบการเตะบอล และวิเคราะห์ก็สามารถเป็นได้

การทำงานจริง

สิ่งแรกสุดเลยสำหรับแมวมอง คือต้องถามความต้องการของโค้ช หรือคนที่เป็นผู้จัดการทีม ว่าเค้ากำลังต้องการนักเตะแบบไหน ตำแหน่งไหน เล่นยังไง และเข้าร่วมทีมแล้วเข้ากับทีมลงตัวตรงไหนบ้าง และรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีมากมายไม่เหมือนกันสักครั้ง ดังนั้น ต้องเข้าใจความต้องการก่อนแล้วค่อยออกไปหา และเงินเดือนของแมวมองก็น้อยกว่า การเล่นเองมาก หลังจากที่ได้คำสั่งแล้ว แมวมองจะทำงานด้วยการแบ่งโซนดูแล ทวีปไหน ประเทศไหน ต้องหาเด็กสเปคที่ต้องการเป็นชาวอะไร เล่นแบบลาติน หรือยุโรป ตัวเล็กหรือใหญ่ หลังจากนั้นก็จะไปนั่งชมเกมของจริงท้ายสุด

แมวมองเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากของสโมสร แม้ว่าจะทำงานแบบไม่มีหน้ามีตา และแฟนบอลไม่ได้รู้จัก แต่ทว่า งานนี้ก็ทำให้มีโอกาสหยิบยื่นให้เด็กหลายคนในอดีต ที่กลายมาเป็นยอดนักเตะมากมายมาแล้ว ดังนั้นเราขออวยพรให้แมวมองทุกคนจงเจริญ

 

เคล็ดลับของการเป็นแมวมองตาเพชร อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับวงการฟุตบอลทั่วโลกนั้น สิ่งที่สำคัญในการจะได้มาซึ่งทีมที่ดี สโมสรดังประสบความสำเร็จ มีอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วย นั่นคือการมีแมวมองที่ดีและสายตาเฉียบคม สามารถควานหานักเตะมีพรสวรรค์ ฝีเท้าดี และอายุน้อย ตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะว่านี่จะทำให้ทีมประหยัดเงินงบประมาณในการซื้อขายมาก และการมีแมวมองที่สามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ด้านฝีเท้าของเด็กหรือนักเตะบางคน จะช่วยให้ทีมเรียกตัว ใช้ตัว นักเตะที่ดีอย่างถูกทาง ไม่เสียเวลาในการต้องทดลองทำทีมบ่อย ๆ และนี่เองจะส่งผลให้การเล่นของทีมไม่ติดขัด แต่จะทำอย่างไรถึงจะมีตาอย่างของแมวมองล่ะ

การใช้สายตามองอย่างแมว

เป็นที่ยอมรับว่าการมีสายตาแบบแมวมองนั้น ไม่ได้มีเหมือนกันทุกคน และเรื่องนี้เป็นความจริง ที่บางคนมีพรสวรรค์ที่เรียกว่าไว และรู้สึกมีเซ็นส์ในการมองฝีเท้านักเตะมากกว่าคนอื่น เช่น เวงเกอร์ของปืนโตอาร์เซน่อล ที่ปั้นเด็กมามากมายแล้วนั้น เคยบอกไว้ว่า ถ้าต้องการมั่นใจในตัวใครสักคนก็ให้โอกาสไปเลย แต่สิ่งที่จะช่วยให้มองออกง่ายขึ้นกว่าเดิมสำหรับแมวมองคือ การมองตามอายุ เช่น อายุ 12 ปี เด็กหลายคนก็จะถูกบอกได้แล้วว่าจะสามารถมีทักษะติดตัวดีพอไหมที่จะเป็นมืออาชีพ ส่วนวัย 13-16 นั้น แมวมองก็จะมองที่ร่างกายของเด็กว่าจะมีโอกาสพัฒนาไปจนเติบโตแข็งแรงพอที่จะเล่นอาชีพได้หรือไม่ และวัย 17-18 นั้นเองที่เริ่มมองออกว่าการเล่นกับคนอื่น หรือเล่นแบบทีมทำได้ดีแค่ไหน ถ้าเล่นกับระบบและคำสั่งโค้ชแล้วจะเข้าใจได้จริง ๆ หรือไม่ และสุดท้าย 20 ปี จะมองออกได้เลยว่าสภาพจิตใจของนักเตะคนนั้น จะรับแรงกดดันได้หรือไม่ หรือว่าเปราะบางเกินไปจนเล่นในระดับสูงไม่ได้ตลอดชีวิต

การมองเมื่อกำลังเฟ้นหาของจริง

เมื่อแมวมองมาถึงสนามซ้อมของจริงเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าการทำงานแมวมองและใช้สายตาของจริง ไม่ใช่การนั่งดูเทปอยู่ที่บ้าน หรือว่าการนั่งชมไฮไลท์ของนักเตะในยูทูป เพราะว่าที่สนามซ้อม หรือสนามแข่งของจริง ทุกอย่างไม่มีการหลอกลวง ไม่มีการเล่นซ้ำหรือตัดต่อ หรือเตรียมการ ดังนั้น แมวมองอาจจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีสำหรับการมองนักเตะที่พรสวรรค์ชัดเจนสักคน แล้วดูว่ามีสิ่งที่หาหรือไม่ แต่ถ้าทักษะไม่ได้โดดเด่นหรือเทพจริง ๆ แมวมองก็จะให้เวลาอาจจะมากถึง 6 เดือนเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้ว การมองหาสิ่งที่เป็นจุดเด่นนักเตะก็แตกต่างกันไปตามตำแหน่งการเล่นเช่นกัน

แมวมองสามารถมอบโอกาสการเป็นนักบอลให้กับใครก็ได้ แต่ทว่านักเตะคนนั้นกับความพยายามต่างหาก ที่คือก้าวแรกที่จะไปถึงจุดหมาย บนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ ต่อให้คุณจะมีเส้นสายแค่ไหนก็ตาม เมื่อผลงานไม่เข้าตาแล้ว ก็ยากที่จะถูกผลักดันได้

 

ยูเซน โบลต์ กับชีวิตนักฟุตบอล?

เมื่อเราได้ยินชื่อของบุรุษนามหนึ่งที่โด่งดัง และคนในแวดวงกรีฑา คงไม่มีใครไม่รู้จัก นั่นคือ “ยูเซน โบลต์” เราจะคิดถึงอะไรเป็นอันดับแรก แน่นอนก็คงจะเป็นการวิ่งแข่ง เพราะว่าโบลต์เป็นนักวิ่งความเร็วจัดจากประเทศจาไมก้า ทวีปแอฟริกา ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกตลอดกาล และฝีเท้าที่ไวยังกับเสือชีตาห์ของเค้านั้น เป็นที่ร่ำลือและยอมรับในระดับโลก หลังจากที่เข้าร่วมการแข่งขันวิ่งกรีฑามากมาย จนได้ชัยชนะเหรียญทองนับไม่ถ้วน จากทั้งการแข่งขันโอลิมปิก หรือการวิ่งระดับอื่น ๆ นั่นเอง แต่ทว่าใครจะไปรู้ว่าโบลต์จะมาเกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลด้วย แต่มันเกิดขึ้นแล้ว

เบื้องหลังของฟุตบอลในใจ

โบลต์นั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นนักวิ่งและเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งเร็ว วิ่งผลัด วิ่งระยะสั้น ระยะไกลมาตลอด แต่ว่าในใจของเค้านั้น ทุกคนรู้กันเป็นอย่างดีว่า เค้าชอบกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าไม่แพ้เลยกับการวิ่ง เพราะตั้งแต่เด็กโบลต์ชอบชมการแข่งขันฟุตบอลผ่านหน้าจอทีวีเสมอ ด้วยความตื่นเต้นที่มากกว่าการวิ่ง ดังนั้น หลาย ๆ คนจะเห็นว่าโบลต์มักจะไปโผล่อยู่ที่ขอบสนามเชียร์บอลอังกฤษเกมใหญ่ ๆ เสมอ นอกจากนั้นแล้ว เค้ายังมักจะไปอาสาลงเล่นฟุตบอลในเกมการกุศลที่เป็นนันทนาการ เอาสนุก ขำ ๆ หรือรวมดาราที่มักจะเอานักเตะวัยดึกมาแข่งกันแบบเฉพาะกิจอยู่เรื่อย ทำให้หลายคนได้ยลฝีเท้าเค้าไปไม่มากก็น้อย ดังนั้น จึงบอกได้เลยว่า การตั้งเป้าเล่นฟุตบอลของเค้าหลังจากที่เกษียรจากวงการนักวิ่งของเค้าแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ หรือการทำเอาหน้า ต้องการโด่งดังแน่นอน แต่กลับเป็นความฝันมากกว่า ความฝันที่อยากจะให้เป็นจริงสักวันของโบลต์

เข้าใกล้ความเป็นจริง

โบลต์ไม่ได้แค่ฝันอย่างเดียว แต่ลงมือทำจริงด้วย เพราะว่าหลังจากที่เค้าเกษียรจากการวิ่งแล้ว เค้าได้เริ่มทดสอบฝีเท้ากับหลาย ๆ ทีมดังในยุโรปมากมาย ด้วยข้อเสนอของการทดสอบฝีเท้า เป็นระยะเวลาสั้น ๆ คล้าย ๆ กันกับทีมดังเวลาต้องการลองฝีเท้าเด็กวัยรุ่น และอายุไม่มากจากเยาวชน ว่าฝีเท้าถึงหรือไม่ เช่น สโมสรดอร์ทมุนด์ และทีมในนอร์เวย์กับแอฟริกาอีกด้วย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะเพราะฝีเท้าของเค้ายังไม่เข้าตาทีมต่าง ๆ และความเร็วไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ แม้ว่าเค้าจะเล่นตำแหน่งปีกหรือศูนย์หน้าได้ และตอนนี้ถึงแม้ว่าเค้าจะยังได้เงินจากสัญญานักวิ่งอีกปีละ 30 กว่าล้านเหรียญ ติดอันดับนักกีฬารวยอันดับ 45 ในโลก โบลต์กำลังจะไปร่วมเล่นกับทีม มารีนเนอร์ ทีมเล็กในลีก เอ ของนิวซีแลนด์ที่ค่าแรงเทียบไม่ได้เลยกับเงินเดือนของเค้า แต่โบลต์บอกว่าที่ทำทั้งหมดนี้เพราะความฝันส่วนตัวล้วน ๆ

โบลต์คงจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีของบางคนที่กำลังต้องการจะเอาดีด้านการเตะฟุตบอลแน่ ๆ เพราะความฝันนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ไม่ทำ แต่ทำอย่างไม่ยอมแพ้ ซึ่งวันหนึ่งมันต้องสำเร็จแน่นอน

 

นักฟุตบอลดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไรบ้าง?

ถ้าจะถามว่าคนเราคิดถึงอะไรเมื่อพูดถึงนักฟุตบอล กับการเตะบอลที่แข่งขันกันและถ่ายทอดสดผ่านทางทีวี คำตอบก็คงจะเป็นการเล่นที่เร่าร้อนบนสนามหญ้า การแสดงลีลา ทักษะ ลวดลาย และยิงประตูสวย ๆ นั่นเอง แต่คำตอบพวกนี้ก็มักจะทำให้หลายคนลืมความจริงอีกด้านของนักฟุตบอลไป นั่นก็คือ นักบอลมีอีกชีวิตหนึ่ง นอกสนามเช่นกัน ที่ต้องดูและเพื่อจะเตะบอลได้ ชีวิตอีกด้านคือชีวิตธรรมดา กิน นอน พักผ่อน แต่ทว่ามีความลับและความเคร่งของชีวิตด้านนี้ที่น่าสนใจด้วย และหนึ่งในด้านนี้นี่เอง ที่สามารถส่งผลกับนักบอลให้รุ่งหรือดับ หรือรุ่งแล้วดับก่อนวัยอันควรได้เลยทีเดียว วันนี้เราอยากให้ได้มาลองชมมุมหายากนี้กันสักหน่อย

การนอนหลับพักผ่อน

ถ้าจะถามนักฟุตบอลว่าทำไมเล่นเก่ง หลายคนคงจะตอบว่าฝึกซ้อม ฝึกซ้อม แล้วก็ฝึกซ้อม แต่ถ้าถามลงลึกไปอีกคือ แล้วทำไมจึงฝึกซ้อมได้เยอะแบบนี้ คำตอบคือ การนอนหลับพักผ่อนนั่นเอง เคล็ดลับคือ ก่อนจะถึงวันซ้อม นักบอลที่เก่งควรจะนอนหลับให้พอเพียงมากถึง 8 ชั่วโมงต่อคืนเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้กับการฝึกซ้อมที่สดใส มีพลังและพร้อมเต็มที่  ที่จริงบางคนถึงกับ มีการนอนกลางวัน ภาคบ่าย เพิ่มอีก 1- 2 ชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่ว่า 8 ชั่วโมงค่อนข้างพอเหมาะแล้ว นอกจากนั้นการเล่นบอลปกติมักจะช่วงหัวค่ำ หรือ การแข่งขันเวลาเย็นบ้านเค้า เวลาของการกลับถึงบ้านของนักบอลจึงยิ่งดึก ดังนั้น การนอนอาจจะดึกไปด้วย บางคนเลยนอนจนสาย และถ้าหากนอนหลับไม่พอแล้ว การเล่นจะส่งผลอย่างเห็นได้ชัดแน่นอน

การกิน และมื้ออาหาร

สิ่งต่อไปที่จำเป็นสำหรับด้านชีวิตปกติของนักบอลก็คือการกิน และเมนูอาหารที่จริงสำหรับคนธรรมดาด้านนี้ก็เรียกว่าสำคัญอยู่แล้ว เพราะว่าชีวิตการทำงาน การเรียนหนังสือ ขนาดแค่ใช้สมอง ไม่ได้ใช้ร่างกายยังต้องกินดี กินคลีนเลย แล้วสำหรับนักบอลระดับโลก คงจะยิ่งไปกว่านั้นหลายเท่า ดังนั้น นักบอลชอบทานอาหารประเภทอะไรบ้าง คำตอบคือ  พาสต้าไก่ เพราะว่ามีทั้งแป้งและเนื้อแบบไม่ค่อยมีไขมัน และบางครั้งก็เนื้อปลาด้วย ฟังดูเหมือนอาหารของคนปกติชัด ๆ นี่หน่า ก็ถูกต้องเพราะว่านักบอลก็ปกติ แต่ว่าวันไหนมีการเตะบอลที่บ่ายหรือเช้าหน่อย คืนก่อนหน้ามื้อนั้นจะต้องกินเผื่อไว้เยอะหน่อย เพราะว่าตอนเช้าจะกินไม่ค่อยได้มากก่อนจะลงเตะนั่นเอง ตอนก่อนจะลงเล่นเกมสำคัญนักบอลจะคุมอาหารในวันนั้นไม่ให้อึดอึด ดังนั้นสโมสรจะเตรียมอาหารเบา ๆ เช่น กล้วย และ นม หรือขนมหวาน และที่สนามตอนเดินทางไปพร้อมลงเตะ ถ้าต้องคิดว่ากินอะไรอีกหน่อย ก็จะมีอาหารรูปแบบเป็นแท่ง หรือเจลสำหรับนักกีฬา ที่วงการวิทยาศาสตร์กีฬาคิดค้นมาให้เลย

ได้ยินแบบนี้แล้ว ถ้าอยากเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง ก็ต้องลองนำไปปรับใช้กันให้ดี ที่จริงแล้ว แค่กินให้ครบ 5 หมู่ ครบ 3 มื้อ ในปริมาณที่เพียงพอ ฝึกซ้อมอย่างพอดี นอนหลับให้พอ ก็คล้ายกับกิจวัตรเหมือนนักเตะเลย ทีนี้เราอาจจะเล่นบอลเก่งขึ้นก็ได้

 

จะทำตัวยังไงดีเมื่อต้องเป็นยิงจุดโทษให้ทีม?

หลาย ๆ คนที่เป็นแฟนบอล หรือแม้แต่ตัวนักฟุตบอลเอง คงจะจดจำภาพที่ระทึกใจและบีบหัวใจสุด ทุกครั้งที่ชมการถ่ายทอดสดฟุตบอล โดยเฉพาะเมื่อถึงการดวลกันด้วยใจและความนิ่ง ในช่วงเวลาที่เรียกว่า การตัดสินยิงจุดโทษ หลังจากที่ทั้งสองทีมเสมอกันในเวลาปกติ และไม่สามารถหาผู้ชนะได้ หรือบางโอกาสระหว่างเกมที่มีการทำฟาวล์ในเขตโทษจนกรรมการเป่าปรี๊ดให้ลูกโทษทันที เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลูกจุดโทษแบบไหน การเป็นนักเตะที่รับอาสายิงน่าจะเป็นงานที่กดดัน และต้องใช้สภาพจิตใจแข็งแกร่งไม่น้อย ดังนั้น หากเวลาเล่นฟุตบอลจริง ๆ ของคุณเองต้องเจอกับสถานการณ์นี้ เราจะทำอย่างไรได้บ้าง เป็นคำถามที่ดีสำหรับเรืองทีเลยทีเดียว

ฝึกซ้อมการยิงจุดโทษให้เยอะ ๆ ล่วงหน้า

ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นนักบอลที่เก่งแค่ไหน หรือแม้แต่เล่นตำแหน่งศูนย์หน้ามือหนึ่ง ยิงประตูแม่นราวกับจับวาง แม้แต่มุมต่าง ๆ ของประตูก็เลือกได้เลย อย่าคิดล่ะว่าการยิงจุดโทษจะง่ายแบบนั้น เพราะว่าในการเล่นเวลาปกติเกมเปิดไปเรื่อย ไม่ได้มีความกดดันถาโถมเข้ามาเหมือนกับการหยุดเวลา แล้วให้ทุกคนในสนาม กองเชียร์ ทั้งเพื่อน ทั้งคู่แข่ง ทั้งกรรมการ มาหยุดดูคนยิงคนเดียว แถมในสมองก็มักจะมีความคิดลังเล การกลัวยิงไม่เข้า หรือต้องมีเวลาให้คิดเดาใจการพุ่งไปของนายทวาร ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ การซ้อมยิงจุดโทษบ่อย ๆ ยิ่งถ้ารู้ว่าจะมีการแข่งขันที่ต่อเวลาได้ ยิ่งต้องซ้อมหนัก การซ้อมก็ไม่ยากหานายทวารมา เล่นเดาใจวางลูกแล้วยิงให้บ่อยที่สุด เล่นลองทุกมุม ทุกความแรง และรูปแบบการยืนการวางเท้า แล้วคุณจะเพิ่มโอกาสยิงเข้าแน่นอน

เอาชนะตัวเองในหัวและในความคิด

สิ่งต่อไปเรียกว่าสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งที่มองเห็นแล้วซ้อมได้เลย นั่นคือการบอกและสั่งความคิดในสมองของตัวเองให้คิดไปในทางบวก และเสริมสร้าง ไม่ใช่ลังเล ขาดความมั่นใจ จนทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย วิธีนี้ทำได้ไม่ยากคือ ให้จินตนาการตัวเองว่ายิงเข้าไว้ก่อน นี่หมายความว่า ตอนก้าวไปยิงจุดโทษ ขอให้มีภาพในหัวว่า บอลมันเข้าไปตุงตาข่าย และแน่นอนว่าเข้าเสมอ ๆ ต่อไปก็นึกภาพการฉลองความยินดีส่วนตัวไว้ด้วย เช่น จะวิ่งไปกระโดดที่ไหน จะยกมือข้างไหนไปบนฟ้าดี รวมทั้งจะไปแสดงความดีใจกับแฟน ๆ ข้างหลังหรือเปล่า ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คนยิงไม่คิดเรื่องไม่ดีไปก่อนนั่นเอง

เมื่อลองทั้ง 2 วิธีนี้แล้ว ก็ขอให้นำไปใช้ปรับปรุงการเล่นฟุตบอลดูโดยเฉพาะเมื่อทีมได้ลูกจุดโทษ เราอาจจะอาสาตัวเองเป็นผู้ยิงเลยก็ได้  หรือไม่ในทางตรงข้าม ยามที่กำลังดูบอลและมีลูกจุดโทษขอให้จินตนาการตามไปด้วย อาจจะไม่ตื่นเต้นเกินไปอีกเลยก็ได้

 

© 2019 ponballonline.com. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.