ponballonline.com

Menu Close

Category: ฟุตบอลอังกฤษ

ซิตี้ 4 แชมป์ ความเป็นไปไม่ได้ที่อาจเป็นไปได้

“หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามบ่อยมากคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะมีโอกาสคว้าแชมป์ทั้ง 4 รายการได้มากแค่ไหน ซึ่งในฐานะผมเป็นคนของ ยูไนเต็ด ที่ก่อนหน้านี้ผมออกตัวมาตลอดว่าอยากเห็น ซิตี้ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ดีกว่าให้ลิเวอร์พูลได้แชมป์แรก ตอนนี้ผมคงบอกได้แต่เพียงว่า บางทีผมอาจต้องยอมเลือกข้างใหม่เสียแล้ว” นี่คือคำกล่าว ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานปีกพ่อมดของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

                ปัจจุบัน โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลทั่วยุโรป ในฤดูกาล 2018/2019 ได้ดำเนินมาถึงช่วงท้ายฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีฟอร์มการเล่นร้อนแรงมากที่สุดในยุโรป โดยก่อนหน้านี้พึ่งชนะสโมสร
 เชลซี ไป จนคว้าแชมป์ลีกคัพมาครองได้ในที่สุด และยังอยู่บนเส้นทางของการที่จะคว้าแชมป์ทุกรายการที่ลงแข่งขัน

                ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าเส้นทางแห่งการคว้าแชมป์จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อล่าสุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ตกรอบฟุตบอลถ้วย เอฟเอคัพ เป็นที่เรียบร้อย เท่ากับว่าเหล่าทีมชั้นนำทั้งหลายได้พากันตกรอบจนเหลือแค่ ซิตี้ ทีมเดียวที่เป็นทีมระดับตัวเต็งที่เหลืออยู่ในรายการนี้ แถมในเส้นทางรายการยุโรป ก็ยังโคจรมาเจอกับทีมรู้จักกันดี และไม่ถือว่าแข็งจนเกินไปอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

                แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีโอกาสแค่ไหนในการที่จะพา ซิตี้ คว้า 4 แชมป์ได้ในฤดูกาลเดียว

                ถ้าตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็ต้องเรียนตามตรงว่าค่อนข้างยาก เนื่องจากอย่าว่าแต่ 4 แชมป์เลย แค่เพียง
ทริปเปิ้ลแชมป์ ก็ถือว่ายากมากแล้ว เพราะจากในอดีตที่ผ่านมามีสโมสรจากอังกฤษเพียงทีมเดียวที่เคยทำได้ นั่นคือ สโมสรคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1999 ซึ่งเวลาก็ได้ผ่านล่วงเลยมากว่า 20 ปี ยังไม่มีสโมสรไหนในประเทศที่สามารถทำลายสถิตินี้ได้เลย

                โดยเหตุผลที่ทำให้เป็นเรื่องยากลำบากในการที่จะทำลายสถิติคือจำนวนเกมการแข่งขัน ที่หากรายการบอลถ้วยยิ่งผ่านเข้ารอบลึกเท่าไหร่ ยิ่งต้องลงเล่นถี่ขึ้นในช่วงท้ายฤดูกาล ทำให้นักเตะเกิดอาการล้าและไม่สามารถโชว์ศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ แถมโดยเฉพาะในประเทศอังกฤษที่มีการแข่งขันให้เข้าร่วมได้ถึง 4 รายการ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะคุมผลการแข่งขันให้ออกมาตามแผนที่วางไว้

                แต่หากมองถึงในแง่ฟอร์มอันร้อนแรงของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้น จะมีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะตลอดการลงเล่นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ซิตี้ มีสถิติในการยิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยทุกๆ 31 นาที คิดเป็นค่าเฉลี่ยการยิงประตูอยู่ที่
 2.9 ประตูต่อเกม โดยมีโอกาสยิงเฉลี่ยต่อเกม 17.7 ครั้ง และทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การครองบอลเฉลี่ยถึง 63 เปอร์เซ็นต์ต่อเกม

                ฉะนั้น หากมองที่ฟอร์มการเล่นและสถิติในปัจจุบัน ก็ต้องถือว่ายังมีโอกาสที่ ซิตี้ อาจเป็นทีมแรกที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษได้สำเร็จ ในทางกลับกันหากมองถึงอดีตที่เคยมีมา ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า  เรื่องที่ใครๆบอกว่ายาก กุนซือคนปัจจุบันอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็พึ่งทำสำเร็จมาแล้ว ด้วยการพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกในวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยคะแนนสูงถึง 100 คะแนน เมื่อฤดูกาลก่อน

โซลชา เซ้งรถบัสต่อจากน้ามูจริงหรอ

“ผู้จัดการทีมที่เข้ามาทำงานต่อจากผม เปลี่ยนสไตล์การเล่นฟุตบอลของทีมเป็นเน้นเกมรับแล้วรอสวนกลับ ผู้จัดการทีมที่เข้ามาหลังจากเขาก็เล่นในสไตล์เดียวกัน สิ่งที่ต่างกันระหว่างสองคนนี้มีเพียงแค่ โซลชา เก็บผลการแข่งขันได้ดีกว่าเท่านั้น แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่ปัจจุบัน ยูไนเต็ด ไม่ได้เล่นในสไตล์ที่ เฟอร์กูสัน สร้างเอาไว้” นี่คือสิ่งที่ หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือที่เคยร่วมงานกับสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ให้สัมภาษณ์ความเห็นกับสื่อถึงสไตล์การเล่นของทีมในปัจจุบัน

                ตลอดภายหลังการเข้ามาคุมทีมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพาทีมกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม บรรยากาศในทีมที่ดีขึ้น เหล่านักเตะต่างโชว์ศักยภาพในการเล่นได้ราวกับเป็นคนละคนกับก่อนหน้านี้ กล่าวได้ว่า โซลชา คือผู้ที่เข้ามานำพาสโมสรกลับมาสู่ทิศทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง

                แต่ถ้าย้อนกลับมาถามว่า สิ่งที่ตำนานกุนซือชาวดัตช์ได้กล่าวไว้ ผิดไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไหม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากเวลาเจอกับเหล่าทีมชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ โซลชา มักจะวางแผนการเล่นที่เน้นรับต่ำและรอสวนกลับอย่างรวดเร็วโดยใช้จังหวะที่น้อยที่สุด อย่างที่ หลุยส์ ฟาน กัล ได้กล่าวไว้จริงๆ

ในทางกลับกัน นั่นก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะเวลาที่ ยูไนเต็ด เจอกับทีมที่เป็นรองกว่า ก็จะพบเห็นสไตล์การเล่นที่ดันแผงกองหลังสูงและครองบอลบุกใส่คู่แข่งอยู่เสมอโดยที่ไม่มีใส่เกียร์ถอยหลังแม้แต่นิดเดียว และถึงแม้เวลาเจอกับทีมที่มีระดับพอๆกัน ก็มักจะเร่งสปีดเกมสวนกลับอย่างรวดเร็ว ต่อบอลกันเพียงไม่กี่จังหวะก็ถึงหน้ากรอบประตูและพร้อมลงโทษคู่ต่อสู้ ซึ่งจะแตกต่างจากในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกส ที่ถึงแม้จะเล่นเกมรับและสวนกลับเหมือนกัน แต่เวลาสวนกลับมักจะมีความเร็วที่ช้า จนทำให้ทีมฝ่ายตรงข้ามกลับไปประจำตำแหน่งในเกมรับกันได้ทันท่วงที

นอกจากที่กล่าวมา ยังสามารถยืนยันได้จากสถิติที่ตลอดการเข้ามาคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถพาทีมพังตาข่ายคู่แข่งได้ทุกๆเฉลี่ยทุกๆ 38 นาที คิดเป็นค่าเฉลี่ยประตูต่อเกมอยู่ที่ 2.31 ประตู ในขณะที่ทางฝั่งของ มูรินโญ่ ในฤดูกาลนี้จะมีสถิติการพังประตูคู่แข่งเฉลี่ยทุกๆ 60 นาที หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อเกมอยู่ที่ 1.5 ประตู

และหากมองในแง่ของเกมรับจะพบว่า ค่าเฉลี่ยการเสียประตูต่อเกมของโซลชานั้นอยู่ที่เพียง 0.69 ประตูต่อเกมเท่านั้น แตกต่างจากทางฟากฝั่งของ มูรินโญ่ ที่ตลอดการพาทีมลงแข่งขันในฤดูกาลนี้ มีสถิติการเสียประตูอยู่ที่ทุกๆ 61 นาที หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.46 ประตูต่อเกม

ดังนั้น หากจะกล่าวว่า โซลชา มีวิธีการทำทีมที่มีสไตล์การเล่นที่ไม่แตกต่างจากในยุคของ มูรินโญ่ ก็คงไม่ยุติธรรมต่อเจ้าตัวสักเท่าไหร่ และเช่นเดียวกัน วิธีการทำทีมของเขาก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับสไตล์การเล่นในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมระดับตำนานของสโมสร แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าแฟนบอลรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เหมือนกับ ยูไนเต็ด ในอดีตนั้น อาจเป็นเพราะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา รู้จักความหมายของสโมสรแห่งนี้ดีว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คืออะไร

2 คีย์แมนผู้เข้ามาปลุกหงส์แดงให้คืนชีพเป็นนกฟินิกซ์

จบกันไปสักพักแล้วสำหรับศึกการแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/2019 ก็ต้องบอกเลยว่าในซีซั่นนี้ค่อนข้างสูสีดุเดือด จนถึงวินาทีสุดท้ายเลยทีเดียว โดยท้ายที่สุดแล้วเป็นทางสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สามารถปักธงแห่งชัยชนะและคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

แน่นอนว่าสำหรับเหล่าแฟนบอลของสโมสรหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่รอคอยแชมป์มายาวนานกว่า 29 ปี คงรู้สึกผิดหวังไปตาม ๆ กัน แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งการจบอันดับเป็นรองแชมป์ที่มีคะแนนสูงที่สุดในศึกฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ ก็ถือเป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดีว่าสโมสรกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนดั่งในอดีต โดยเราจะไม่ขอกล่าวถึงบรรดาเหล่านักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลนี้ เพราะเชื่อว่าคงมีการพูดถึงกันเยอะแล้ว แต่วันนี้ VWIN จะพาเหล่าแฟนบอลไประลึกถึง 2 บุคคลสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมสโมสรกันดีกว่า

โครงสร้างสโมสรเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้เจ้าของคนใหม่

ก็ต้องบอกเลยว่าในช่วงแรกตอนที่ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ และ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป ได้เข้ามาบริหาร แฟนบอลต่างไม่ได้รู้สึกดีมากนัก เพราะล้วนติดภาพของคู่หูเจ้าของกิจการชาวอเมริกันยุคก่อนที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อจากสโมสรมาโดยตลอด แต่พอเวลาผ่านไปด้วยวิธีการทำงานที่ค่อย ๆ เข้ามารื้อปัญหาอย่างตรงจุดและไม่รีบร้อนทำอะไรตามกระแส ทำให้สุดท้ายสโมสรก็เริ่มสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างมั่นคง

และจุดที่เชื่อว่าแฟนบอลจะเห็นตรงกันที่สุดนั่นก็คือ ความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวผู้จัดการทีมและพร้อมทุ่มเงิน 75 ล้านปอนด์ให้กับกองหลังคนหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงระดับโลก แถมยังไม่มีการบีบบังคับหรือเร่งรีบให้หาตัวแทนมาแก้ขัดแบบขอไปที ทำให้สุดท้ายก็ได้จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญมาเติมเต็มให้สามารถก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์ได้สำเร็จ

ชายผู้ให้ความสำคัญที่คุณค่ามากกว่าเงินตรา เจอร์เก้น คล็อปป์

วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งกุนซือของทางลิเวอร์พูล เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้กล่าวว่า “ผมได้รับการติดต่อจากหลาย ๆ ทีม แต่ไม่มีแผนงานไหนเลยที่จะทำให้ผมตื่นเต้นได้เท่ากับทาง ลิเวอร์พูล โอเคว่าถ้าผมไปทีมอื่นอาจจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้ง่ายกว่า แต่มันจะมีความสำคัญเท่ากับการปลุกสโมสรอย่างลิเวอร์พลูให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งไหมล่ะ”

ถึงจุดนี้เชื่อว่าแฟน ๆ ลิเวอร์พูลหลาย ๆ คนคงยิ้มไปตามกันหลังจากได้รู้ถึงบทสัมภาษณ์ โดยต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่าในช่วงเวลานั้นทางสโมสรค่อนข้างจะมีข้อจำกัดในการเฟ้นหาผู้จัดการทีมเข้ามารับตำแหน่ง เพราะไม่สามารถนำเงินมาวางเพื่อล่อใจแก่เหล่าผู้จัดการทีมฝีมือฉกาจได้ ซึ่งต่างกับทาง เชลซี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือแม้กระทั่งทีมคู้แค้นอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยสิ้นเชิง แต่ทางคล็อปป์เองกลับไม่นำเรื่องดังกล่าวมาคิดแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่ในขณะนั้นเจ้าตัวก็ได้รับการทาบทามจากเหล่าสโมสรยักษ์ใหญ่มากมายทั่วทั้งยุโรป จนสุดท้ายได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญให้สโมสรคืนชีพและกลับมาผลงานได้อย่างโดดเด่นจนกลายเป็นทีมอันดับต้น ๆ ของโลก

แน่นอนว่านักเตะก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมที่ผลงานที่ดีอยู่ในตอนนี้ แต่หากพูดกันตรง ๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทั้งสองคนที่เรากล่าวมา คือกุญแจสำคัญที่เข้ามาปลดล็อกให้ทางสโมสรกลับมาโบยบินอย่างยิ่งใหญ่เพื่อรอวันที่จะคืนสู่บัลลังก์จุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง

ภารกิจการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ของ ยูไนเต็ด

มีพบเจอก็ต้องมีลาจาก เมื่อบรรดาสโมสรทั้งหลายต่างจำเป็นต้องปลดระวางนักเตะบางคนออกจากทีม โดยถึงแม้จะมีความผูกพันกับเหล่านักเตะมากเพียงใด ก็จำต้องปล่อยให้นักเตะเหล่านั้นเดินจากไปเพื่อให้สโมสรสามารถเดินหน้าคว้าความสำเร็จต่อไปได้ เปรียบได้กับยานพาหนะที่เมื่อถึงเวลาต้องได้รับการบำรุงรักษา อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ของเก่าออกไปบ้าง และนำของใหม่มาใส่เพื่อให้กลับมาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อีกครั้ง

                เมื่อหันมามองที่สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ล่าสุดได้ประกาศแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ ภายหลังการทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในตอนได้รับโอกาสเข้ามาคุมทีมชั่วคราว ซึ่งหาก โซลชา ต้องการพาทีมเดินหน้าเพื่อท้าทายความสำเร็จ อาจจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนถ่ายนักเตะบางรายที่ไม่อยู่ในแผนงานที่วางไว้ในอนาคต เพื่อเปิดทางให้เหล่าบรรดานักเตะใหม่ได้เข้ามาสู่สโมสร

แล้วนักเตะรายใดบ้าง ที่เข้าข่ายในการที่สโมสรจำเป็นที่จะต้องถ่ายเลือดเก่าออกจากทีม

                มาร์กอส โรโฮ ปราการหลังชาวอาร์เจนตินา ที่อดีตผู้จัดการทีมอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ซื้อเข้ามาเพื่อใช้งานเป็นตัวหลักในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คฝั่งซ้าย โดยได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องมาจนถึงในช่วงแรกๆของยุคกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างดีเสมอเมื่อได้รับโอกาส แต่ติดปัญหาที่ว่า ปราการหลังรายนี้มักจะประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่เสมอ ทำให้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างต่อเนื่อง และหากมองไปที่สถิติในการลงสนามจะพบว่า  มีโอกาสลงเล่นรวมกันทั้งสิ้นไม่ถึง 50 นัดตลอด 4 ฤดูกาลหลังสุด

                มัตเตโอ ดาร์เมียน แบ็คขวาชาวอิตาลี ผู้ที่ภายหลังการลงสนามในช่วงแรก แฟนบอลต่างขนานนามว่า เขาคือ

แกรี่ เนวิลล์ คนใหม่แห่งยูไนเต็ด แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นาน กลับประสบปัญหาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับลีกอังกฤษได้เลย จนส่งผลให้มักจะถูกเลือกเป็นตัวสำรองอยู่เสมอ โดยตลอดการลงเล่นให้กับสโมสร ดาร์เมียน มีสถิติการลงเล่นรวมกัน 4 ฤดูกาลไม่ถึง 50 นัด เช่นเดียวกับในรายของ มาร์กอส โรโฮ

                อันโตนิโอ วาเลนเซีย หนึ่งในมรดกที่ตกทอดมาจากยุคสมัยที่รุ่งเรืองของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตตำนานผู้จัดการทีมของสโมสร โดยในกรณีของ วาเลนเซีย นั้น สัญญากับสโมสรจะหมดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนี้ และจากการที่เจ้าตัวอยู่ในวัยที่โรยราแล้ว ทำให้ทาง โซลชา น่าจะถือโอกาสในการถ่ายเลือดเก่า และดันดาวรุ่งอย่าง ดีโอโก้ ดาล็อต สลับกับทาง แอชลีย์ ยัง ที่พึ่งได้รับการต่อสัญญาไปมากกว่า

                อเล็กซิส ซานเชซ ปีกซ้ายที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของสโมสร ที่ตอนแรกสโมสรหวังซื้อเพื่อตัดหน้าคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาในเกมรุกของทีม แต่ปรากฏว่า นี่ไม่ใช่ อเล็กซิส ซานเชซ คนเดิมที่เหล่าแฟนบอลเคยรู้จัก เมื่อพบว่าปัจจุบัน ดาวเตะรายนี้ทำผลงานได้น่าผิดหวังมากที่สุดคนหนึ่งของทีมในขณะนี้

                โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ยังไม่รวมถึงในรายของ ฆวน มาต้า หรือ อันเดร์ เอร์เรร่า ที่สัญญากับสโมสรใกล้จะหมดลงในเร็ววัน ฉะนั้นแล้ว สโมสรควรดำเนินการตัดสินใจให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เตรียมพื้นที่ว่างสำหรับเฟ้นหานักเตะที่จะเข้ามาเติมเต็มศักยภาพของทีม และพา ยูไนเต็ด กลับมาสู่เส้นทางความสำเร็จอีกครั้ง

สิ่งที่สเปอร์ขาดไปในการเป็นทีมใหญ่อย่างถาวร

สโมสรท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ หรือ สเปอร์ที่เราคุ้นเคย ยอดทีมจากลอนดอนเหนือที่สร้างผลงานได้โดนเด่นในช่วงสี่ฤดูกาลหลังถึงขนาดเกือบเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่เลสเตอร์ ซิตี้สร้างความมหัศจรรย์ได้ พวกเขาพยายามสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นบิ๊กซิกส์ของพรีเมียร์ลีก แต่ไฉนยังดูห่างไกลจากการเป็นทีมใหญ่อย่างที่ต้องการ และนี่คือจุดด้อยที่สเปอร์เป็นอยู่

ความสำเร็จครั้งสุดท้ายเมื่อนานมาแล้ว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสเปอร์เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษเพียง 2 ครั้งเท่านั้น และมันเกิดขึ้นในปี 1950/1951 กับฤดูกาล 1960/1961 นั่นแปลว่าพวกเขาไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดมานานเกือบ 60 ปีแล้ว พอไปดูที่ถ้วยเอฟเอ คัพ หนสุดท้ายที่พวกเขาชูถ้วยแชมป์เกิดในปี 1990/1991 ซึ่งก็ผ่านมานานเกือบยี่สิบปีแล้ว ขณะที่ถ้วยแชมป์ใบสุดท้ายที่พวกเขาได้มาคือถ้วยลีก คัพก็เกิดขึ้นในฤดูกาล 2007/2008 ซึ่งผ่านมาแล้ว 10 ปี นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่ทีมที่คุ้นเคยกับการคว้าแชมป์เมื่อเทียบกับบิ๊กทีมรายอื่น

ขาดนักเตะระดับจะเป็นตำนาน

ในขณะที่สโมสรอื่นมีนักเตะที่กลายเป็นตำนานต่อรุ่นกันมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสร้างเอริค คันโตน่า, และเดวิด เบ็คแฮม หรืออย่างเช่นลิเวอร์พูลมีสตีเว่น เจอราร์ดมาถึงโมฮาเหม็ด ซาลาห์ หรืออาร์เซนอลที่มีเธียร์รี่ อองรี สเปอร์กลับไม่มีผู้เล่นชั้นแม่เหล็กที่สามารถสร้างปรากฏการณ์อะไรบางอย่างที่สโมสรได้อย่างต่อเนื่อง นักเตะที่พอมีชื่อเสียงของสเปอร์ไม่แคล้วต้องย้ายออกไปจากทีมหรือไม่เช่นนั้นก็ฟอร์มตกลง ทั้งลูก้า โมดริช ที่ได้บัลลงดอร์หรือแกเร็ธ เบลที่ย้ายไปประสบความสำเร็จกับราชันชุดขาว นักเตะที่เข้าข่ายตอนนี้ก็มีเพียงแฮร์รี่ เคนเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะอยู่กับทีมไปอีกนานแค่ไหน

เจ้าของใจไม่ใหญ่

สเปอร์เป็นสโมสรที่มีปัญหาในการซื้อผู้เล่น พวกเขาใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังมากเกินไป และให้ความสำคัญกับผลกำไรเสียจนเลือกขายผู้เล่นคนสำคัญออกไปแลกกับกำไรค่าตัว แม้กระทั่งในฤดูกาลปัจจุบันที่พวกเขาควรต่อยอดทีมที่กำลังเข้าที่เข้าทางด้วยผู้เล่นที่โปเช็ตติโน่อยากได้ ปรากฏว่าสโมสรยื่นคำขาดว่าจะไม่ซื้อผู้เล่นถ้าไม่ขายตัวเก่าออกไป เพราะพวกเขาเอาเงินไปทุ่มสร้างสนามใหม่ ผิดกับลิเวอร์พูลที่สนามใหม่ก็ต่อเติม แต่ยังเจียดเงินอีกส่วนสำหรับการสร้างทีมให้ผู้จัดการทีมเอาไปใช้

อะคาเดมี่ปั้นเด็กได้น้อย

อะคาเดมี่ของสเปอร์มีเจ้าหน้าที่ทั้งฟูลไทม์และพาร์ทไทม์รวม 30 คนและมีเครือข่ายแมวมองทั่วโลกราว 35 คน รับผิดชอบดูแลเด็กอายุ 8 ถึง 18 ปีได้ราว 150 คน ซึ่งมันน้อยมากเมื่อเทียบกับโอกาสของนักเตะที่จะกลายเป็นเพชรในอนาคต ตลอดช่วงหลายปีมานี้สเปอร์สร้างนักเตะชั้นยอดขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่น้อยมาก ยิ่งชุดปัจจุบันมีเพียงแฮร์รี่ เคน, แฮร์รี่ วิงส์, ไคลน์ วอล์กเกอร์-ปีเตอร์และแดนนี่ โรส 4 รายเท่านั้นที่เป็นผู้เล่นของสโมสรที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่

ผลงานใน 3 ฤดูกาลหลัง สเปอร์อาจจะจบด้วยโควต้าไปแชมเปี้ยนลีกได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังอยู่ห่างไกลจากความน่าเกรงขามพอสมควร บางทีพวกเขาอาจจะต้องปฏิวัติแนวทางบางอย่างของสโมสร เช่น การแหวกเพดานค่าใช้จ่ายเพื่อรั้งตัวผู้เล่น หรือการทุ่มซื้อนักเตะชั้นเลิศเข้ามาบ้าง ยิ่งตอนนี้พวกเขากำลังจะมีสนามใหม่ที่ความจุเพิ่มขึ้น หากใช้แนวคิดรอใช้หนี้ค่าสนามเสร็จค่อยขยับ พวกเขาอาจจะหล่นลงไปอยู่ข้างล่างทั้งที่ไต่ขึ้นมาจะถึงยอดอยู่แล้วก็ได้

 

 

ทีมอื่นมีงานต้องทำ แต่ลิเวอร์พูลขยับใกล้คำว่าสมบูรณ์

ลิเวอร์พูลยึดจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกไว้แน่น ด้วยการเอาชนะในเกมที่พวกเขาต้องการชนะ หรือหากจะพูดตรง ๆ ก็คือพวกเขาชนะได้ด้วยรูปแบบการเล่นที่ลงตัวแล้ว ไม่ว่าจะจัดแผนการเล่นอย่างไรในตอนนี้ลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะได้ทุกเกมจากการใช้คอนเซ็ปต์ เกมรับเหนียวแน่น เกมรุกดุดัน

ผ่านครบสิบเก้าเกม ลิเวอร์พูลเล่นเหมือนเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ด้วยสไตล์ที่แน่นอน แม้ในเกมที่พวกเขาเกือบเอาตัวไม่รอด ก็ยังมองเห็นได้ว่ารูปทรงของการเล่นไม่ได้ผิดวิธีไปเท่าไหร่ เหลือเพียงว่าในเกมนั้นพวกเขาจะพลาดทำประตูไม่ได้ หรือพลาดปล่อยให้คู่แข่งทำประตูได้หรือเปล่า ซึ่งมันเป็นตามที่พวกเขาต้องการเกือบทั้งหมด

แนวทางการเล่นของลิเวอร์พูลขยับไปถึงจุดที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แล้ว แต่ทีมอื่นเพิ่งนับหนึ่งสำหรับบางอย่าง สเปอร์ที่เล่นได้ยอดเยี่ยมในช่วงหลังจนขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูง ผลงานขนาดนี้ทำให้นักเตะตัวหลักถูกเล็งจากสโมสรอื่นทั่วยุโรป ซึ่งส่วนตัวแล้วสเปอร์ยังมีปัญหาเรื่องผู้เล่นสำรองที่ทดแทนตัวหลักไม่ได้ งานนี้พอเช็ตติโน่รู้ดีว่าสเปอร์ไม่พร้อมรับมืออาการแกว่ง หากขาดผู้เล่นหลักไปแม้แค่สักคนเดียว

แมนเชสเตอร์ ซิตี้สะดุดพ่าย 3 ใน 4 เกมหลัง พวกเขาหาฟอร์มการเล่นที่รวดเร็ว ดุดันและมีประสิทธิภาพแบบฤดูกาลที่แล้วหรือต้นฤดูกาลนี้ยังไม่เจอ ความยอดเยี่ยมของทัพเรือใบที่ผ่านมาคือการที่พวกเขาสามารถบุกได้หลากหลายรูปแบบและทุกทิศทุกทาง ทว่าพวกเขาดูเหมือนเรือที่ผ่อนคันเร่ง ตอนนี้เป็บต้องพาทีมกลับมาชนะเพื่อเรียกสติให้ได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยตั้งเป้าไล่ตามลิเวอร์พูลโดยไม่พลาดแพ้ไปอีก

อาร์เซนอลเผชิญปัญหากองหลังเสียประตูง่ายเกินไป ซึ่งสัญญาณอันตรายนี้ถูกส่งออกมาเตือนเป็นเวลานานแล้ว หากแต่แนวรุกได้ช่วยลดทอนความน่ากังวลใจให้มาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ที่แนวรุกเริ่มถูกจับทางได้ อูไน เอเมรีต้องหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับแนวรับเรื่อยมา ดีว่ามันมาถึงจังหวะตลาดซื้อขายเปิดพอดี ถ้าช้ากว่านี้อาจจะเป็นปัญหาใหญ่

เชลซีของเมาริซิโอ ซาร์รี่ดูจะแกว่งไปไม่น้อยจากความไม่สม่ำเสมอของเกมรุก ยิ่งตัวกองหน้าทั้งหมดในมือไม่สามารถฝากความหวังได้ การจะให้เอเด็น อาซาร์แบกทีมทุกเกมเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อคู่แข่งรู้ว่าการปิดกองกลางเบลเยี่ยมเป็นแผนขั้นต้นในการหยุดเชลซี ถ้าพวกเขาทำสำเร็จเชลซีก็จะไปไม่เป็น ต้องนี้บางทีมทำได้และบางทีมทำไม่ได้ ดังนั้นการที่ฟอร์มพวกเขาแกว่งก็เป็นเพราะว่าอาซาร์เล่นได้หรือไม่ในเกมนั้น ๆ

สิ่งที่ลิเวอร์พูลได้เปรียบใครก็คือตอนนี้ทีมค่อนข้างลงตัว สามารถหมุนเวียนแผนการเล่นได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในแต่ละแผนที่ใช้ เกมการเล่นของหงส์แดงในแต่ละแผนทำออกมาได้มีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ ถึงตรงนี้ลิเวอร์พูลสมบูรณ์พร้อมกว่าใครในการลงแข่งขันครึ่งทางที่เหลือ

 

หงส์แดงปีนี้จะได้แชมป์หรือไม่ มาฟังกันจากปากคล็อพ

หลังจากที่สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ทำผลงานเปิดฤดูกาลได้เป็นอย่างดี หงส์แดงสามารถเก็บชัยชนะได้ทุกนัด ทำให้พวกเค้าขึ้นไปอยู่ในกลุ่มจ่าฝูงลุ้นแชมป์ได้อย่างรวดเร็ว และเรียกได้ว่าเป็นการเริ่มฤดูกาลของหงส์แดงที่ดีที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีเลย เพราะว่าปีที่ผ่าน ๆ มานั้น พวกเค้ามักจะสะดุดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นฤดูกาล เพียงแค่ผ่านไปไม่กี่นัดเท่านั้น บางครั้ง ความพ่ายแพ้มาเยือนตั้งแต่ 2 นัดแรกก็เคยมาแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้น ปีนี้พวกเค้าจะได้ไปไกลถึงฝั่งฝันหรือไม่ ในเมื่อทำผลงานให้แฟน ๆ ได้อุ่นใจขนาดนี้ ให้เราไปฟังจากปากของเจอร์เกลน คล็อพกัน

คล็อปป็ถ่อมตัว

เจอร์เกลน คล็อพนั้น ตั้งแต่ตกลงรับงานเข้ามาคุมทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูลได้หลายปีติดกัน แทบจะไม่เคยปริปาก พูดถึงเรื่องการคว้าแชมป์ใดๆ ให้แฟนหงส์แดงได้ยินมีความสุขบ้างเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะว่าเค้าเองรู้ตัวดีว่า การจะมาเปลี่ยนแปลงทีมให้กลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้ทันทีในการเล่นไม่กี่นัด หลังจากที่ทีมเคยเป็นทีมกลางตาราง ค่อนไปทางท้ายมาก่อน นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ในปีสองปีแน่นอน ดังนั้น เมื่อฤดูกาลนี้เริ่มขึ้นอีกเช่นกัน เค้าก็ยังรักษาแนวความถ่อมตัวไว้ด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า ผมไม่ได้คิดถึงการให้ความเห็นเรื่องนี้เลย การคว้าแชมป์ไม่ได้เป็นหัวข้อสนทนาของพวกเรา ณ ตอนนี้ เค้ายังได้ให้คำพูดต่อว่า มันยังเร็วเกินไปที่พูดถึงเรื่องแชมป์หรือไม่แชมป์ และแม้ว่าจะมีการทำผลงานชนะแมน ซิตี้ในเกมพรีซีซั่น จนโดนสื่อถามว่า นี่มันของจริงแล้วนี่นา เค้าก็ยังตอบว่า ผลงานที่ดีแค่ 2 เกม เร็วเกินไป จะมาตัดสินอะไรง่าย ๆ ก็คงไม่ได้ ถ้าสื่ออยากจะพูดอะไรก็เชิญได้เลย แต่อย่ามายุ่งกับทีมของคล็อพ

ความเป็นจริงในสนาม

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า นายใหญ่อย่างคล็อพจะถ่อมตัวลงมาเหมือนเช่นเคยที่ปฏิบัติมา แต่ว่าผลงานในสนามของพวกเค้านั้นยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง และการทำชัยชนะได้มาอย่างง่าย ๆ เสียด้วยซ้ำ ก็คงต้องบอกว่าแฟน ๆ และนักฟุตบอลทุกคน น่าจะคิดตรงข้ามกับโค้ชรายนี้แน่นอน เพราะตอนนี้พวกเค้ากลายเป็นตัวเก็งมาแน่นอนแล้ว ในขณะที่ปืนโต หรือ ไก่เดือยทอง หรือแม้แต่ปีศาจแดงเอง ก็ไม่ได้ทำผลงานน่าประทับใจนัก

หงส์แดงลิเวอร์พูล และแฟนบอลทั้งโลก ต่างรอคอยการคว้าแชมป์ครั้งแรกหลังจากหลายสิบปีมานาน ดังนั้น ปีนี้แม้จะถ่อมตน เตรียมใจนำหน้าไว้ก่อน แต่กับเหล่าแฟน ๆ เดอะค็อปแล้ว ก็ขอให้ความคาดหวัง และจับตามองความตั้งใจของคล็อพกับลูกทีม ที่อยากจะนำพาทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกมาให้แฟน ๆ ชื่นใจกันให้ได้นั่นเองในปีนี้

 

ทำไมผีแดงถึงแพ้ไบรท์ตันถึง 2 ปีติดกัน

โจเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุมทีมไปเพียงเกมที่ 2 ของฤดูกาล 2018-2019 แล้วก็แพ้ให้กับทีมน้องใหม่ปีที่แล้ว อย่างไบรท์ตันไปแบบเหลือเชื่อ เรียกได้ว่าฟอร์มการเล่นค้านสายตาแฟนผีทั่วโลก และเรียกได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ที่มาเร็วเหลือเกิน 3-2 คือสกอร์บอร์ดสุดท้ายที่เราได้รับรู้หลังสิ้นเสียงนกหวีด และเรียกได้ว่าทำใจยอมรับได้ยากมาก แต่อะไรคือความผิดพลาดของการแพ้ครั้งนี้ และการแพ้ครั้งนี้จะกระทบอะไรกับความหวังลุ้นแชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้บ้าง หลังจากที่ปีที่ผ่านมา พวกเค้าก็จบฤดูกาลไปแบบวืดทุกแชมป์ไปแล้ว จนความหวังของปีนี้ถูกตั้งไว้สูงมากจากแฟนบอลทั่วโลก เราลองมาหาคำตอบกัน

ทัศนะคติในการเล่นของนักเตะ

น้ามูที่จริงเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลายครั้งแล้วในการวิจารณ์นักเตะให้ต้องรู้ตัวแบบจัง ๆ ไม่มีอ้อมค้อม และบ่อยครั้งจุดของการว่าของน้ามูคือ ทัศนะ และความไม่ทุ่มเทเต็มที่ ยามที่ถูกส่งลงเล่นในสนาม เพราะว่าการเป็นทีมใหญ่อย่างผีแดงนั้น นักเตะถูกเรียกร้องคาดหวังว่าจะต้องใส่เต็มร้อยมากกว่าทีมอื่นอยู่แล้ว แต่บางครั้งในแต่ละเกมการแข่งขัน ตั้งแต่ฤดูกาลก่อน ๆ มันบ่งบอกชัดเจนว่า นักเตะหลายคนเล่นแบบที่ไม่อยากชนะ เพราะว่าทัศนะที่เห็นคือไม่ทุ่มเท ไม่จำเป็น หลังจากที่ทุกคนได้ค่าเหนื่อยก้อนโตอยู่แล้ว วันๆ ก็รับเงินสบายๆ แม้แต่ป็อกบาเอง ก็ออกมายอมรับในจุดนี้ว่า นักเตะไบรท์ตันมีทัศนะดีกว่าเรา และต้องการชนะด้วยความโกรธความมุมานะ ที่เห็นได้ชัดแม้ว่าด้อยกว่า นี่จึงเป็นเรื่องที่นักเตะหลายคนของผีแดงชุดแพ้ไบรท์ตันต้องรีบทำการบ้านด่วน

การขาดนักเตะชั้นดี

ว่ากันว่าปีนี้เป็นปีที่มูรินโญ่เสริมทัพได้น้อยกว่าปีอื่น ๆ มาก แม้ว่าจะไม่ได้แชมป์และทีมเป็นสุดยอดของความรวยต่อเนื่อง เพราะว่านักเตะที่ซื้อเข้ามาในเกมนี้เห็นได้ชัดว่าขาดคุณภาพอยู่มาก เช่น เฟร็ด ชาวบราซิลตัวใหม่ เริ่มจะถูกมองแล้วว่าไม่มีความเจ๋งสมกับการรอคอย และเล่นไม่ออก ปรับตัวไม่ได้ และที่มากไปกว่านั้น เป็นนักเตะเก่า เช่นกองหลังอย่างอิริค ไบยี่ และวิคเตอร์ ลินเดลอฟ ที่ไม่สามารถแสดงผลงานที่ดีได้เลย หลังจากการป้องกันที่ลุกลี้ลุกลน จนทำให้เสียรวดเดียว 2 ประตูตอนเริ่มเกม และยังแสดงความเฟอะฟะ ไม่นิ่งออกมาตลอด ทำให้นักเตะชั้นดีจำเป็นมากสำหรับผีแดงในฤดูกาลนี้หากต้องการจะลุ้นแชมป์อีก

ปีนี้ถึงเหล่าพลพรรคเรดอาร์มี่อาจจะแพ้ในเกมที่ 2 แต่พวกเขาก็ยังมีอีกหลายเกมให้แก้ตัวจนกว่าจะจบฤดูกาล ปีนี้จึงถือว่าจุดอ่อนของพวกเค้าแสดงออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ยังมีเวลาแก้ไขทัน ขอให้แฟนๆ อดทนรอดูกันต่อไป

 

โชเซ่ มูรินโญ่ กับอาถรรพ์ปีที่ 3 ภายใต้บัลลังก์สีแดง

โชเซ่ มูรินโญ่ หรือน้ามูที่แฟนบอลชาวไทยเรียกแซวกัน เป็นชื่อที่เชื่อขนมกินได้ หรือเป็นหนึ่งนามโค้ชระดับโลกที่เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก แถมยังมีฝีไม้ลายมือการทำทีมที่โดดเด่น เป็นอัจฉริยะในการใช้สมอง วางแทคติกและแก้เกมอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่งของวงการฟุตบอล และนอกจากนั้น เค้ายังมีบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร การพูดจาสื่อสารที่ยียวนอย่างมีเอกลักษณ์ ทำให้เค้าโดดเด่นอย่างมาก ทั้งกับการคุมทีมและลีลาข้างสนาม แต่ด้วยเกียรติยศระดับถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก 2 ใบ บอลแชมป์ลีกอีก 8 สมัย ต่างกันตามประเทศมากมาย และอีก 15 ถ้วยชัยชนะฟุตบอล ตอกย้ำอย่างดีสำหรับฝีมือของเค้า แต่ประเด็นคือเค้ามีจุดอ่อนอยู่ที่ปีที่สาม อาถรรพ์นี้คืออะไรกันแน่?

อาถรรพ์ปีที่ 3 ที่ยังคงติดตัว โจเซ่ มูรินโญ่

น้ามูไม่เคยคุมทีมไหนได้มากกว่า 3 ปีติดต่อกันเลย ยกเว้นครั้งเดียวที่สนามแสตมฟอร์ดของเชลซี ครั้งแรกในการทำงานอังกฤษของเค้า ที่คุมยาวถึง 4 ปี นอกเหนือจากนั้น ไม่เค้าลาออกเองอย่างเต็มใจ ก็ต้องถูกไล่ออกอย่างสม่ำเสมอ จนเรียกได้ว่าอาถรรพ์ของเค้าไปแล้ว เท่านั้นไม่พอ เมื่อมองกันดูตามสถิติแล้ว การได้ถ้วยรางวัลต่าง ๆ ของน้ามู มักจะมาในยามเริ่มรับงานปีแรก หรือสองปีแรกเสมอ ประหนึ่งว่าพอเปลี่ยนทีมแล้วมีแรงไฟกระตุ้นมากมาย จนแทบจะพาทีมได้แชมป์ทุกครั้งที่เริ่มรับงาน จนเป็นที่ยอมรับกล่าวขานก็ว่าได้ ส่วนพอมาถึงปีที่ 3 นั้น จำนวนถ้วยและชัยชนะของเค้าเริ่มหดหายลงเกือบครึ่งประจำ ไม่ว่ากับปอร์โต้ เชลซี อินเตอร์มิลาน รวมทั้งมาดริดด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแค่นั้นในปีที่ 3 หรือปีสุดท้ายไม่เพียงฝีมือและผลงานจะตกต่ำลง แต่ความสัมพันธ์ตึงเครียดก็มากเสมอ จนเค้าแทบจะไม่เคยจากกันดี ๆ เลยกับทีมใดเลย

สาเหตุและความเป็นไปได้

เมื่อกล่าวตอนท้าย เรื่องการแยกทางกันหลังปีที่สาม ของน้ามู ก็อาจจะเริ่มเดาได้ว่าทำไมต้องจบที่ปีนี้ เป็นได้ว่าเมื่อน้ามูคุมทีมไปนาน บุคลิกของเค้าก็เริ่มแสดงออกมากขึ้น และสร้างศัตรูมากขึ้น ในทั้งนักเตะของตัวเอง ห้องแต่งตัว หรือกับบอร์ดและฝ่ายบริหารของสโมสร ทั้งเรื่องค่าแรง การซื้อตัวและอื่น ๆ จนทำให้งานของเค้ายากกว่าเดิมนั่นเอง เราเลยสังเกตได้ว่าหลังจากได้แชมป์แล้ว นักเตะระดับดังจะมีปัญหาทะเลาะกับน้ามูเพราะว่าเบื่อในเรื่องการเข้มงวดและแผนการเล่น และน้าก็จะไปทะเลาะต่อกับบอร์ดเรื่องหานักเตะใหม่นั่นเอง

น้ามูเป็นโค้ชที่เยี่ยมมากแน่นอน ปีนี้กำลังคุมทีมผีแดงอยู่ปีที่ 3 และยังไม่ได้แชมป์เลย เราต้องมองว่าปีนี้จะทำลายอาถรรพ์ได้หรือไม่กันแล้ว

 

ทีมไหนเป็นตัวเก็งพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018 – 2019 หนนี้?

การแข่งขันฟุตบอลรายการพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกที่เรียกได้ว่าโด่งดังและมีชื่อเสียงที่สุดสำหรับแฟนบอลในประเทศไทย สำหรับฤดูกาลล่าสุดในปี 2018 – 2019 นี้ เรียกได้ว่านับวันยิ่งจะทวีความเข้มข้นในการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กันมากขึ้นเรื่อย ยิ่งในปีที่จะถึงนี้ ที่เพิ่งจะจบการแข่งขันฟุตบอลโลกล่าสุดที่ประเทศรัสเซีย 2018 มาหมาด ๆ ก็ยิ่งจะทำให้อารมณ์ ความอิน และความต้องการเสพฟุตบอลของแฟน ๆ ยังอยู่ในใจต่อเนื่อง ดังนั้น สำหรับพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่เพิ่งเริ่มเปิดฉากแข่งขันไปนั้น จะมีทีมสโมสรไหนบ้างที่จะถือว่าเป็นตัวเก็ง มีสิทธิจะลุ้นคว้าแชมป์ไปครองในที่สุด ลองไปชมกันหน่อย

2 ทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์

เหมือนกับทุกฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่นับย้อนไป 6-7 ปีที่ผ่านมา เมืองแมนเชสเตอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลอันดับหนึ่งของประเทศ ส่ง 2 ทีมยักษ์เข้าประกวดเช่นเคย ทีมแรกคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือเรือใบสีฟ้า แชมป์เก่าจากปีที่แล้วนั่นเอง แน่นอนว่าแชมป์เก่าก็ต้องป้องกันแชมป์เป็นธรรมดา แต่ว่าสำหรับลูกทีมของกวาดิโอล่าแล้ว แนวโน้มของความแรงนับว่าแรงขึ้นทุกปีตั้งแต่ปีแรกที่วืดแชมป์ จนปีที่แล้วได้แชมป์ จนมาถึงปีนี้ ทุกฝ่ายต่างมองเห็นว่าการเล่นเป็นระบบสวยงาม และความดุดันยิ่งมากขึ้น ๆ เมื่อนักเตะเข้าใจปรัชญาของโค้ช
ส่วนอีกทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือผีแดง ทีมขวัญใจเบอร์หนึ่งของแฟนบอลไทยนั่นเอง สาเหตุก็เพราะว่าในปีที่แล้วพวกเค้าพลาดแชมป์แบบหมดลุคดูไม่จืด ไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลย หัวเรืออย่างมูริญโญ่จึงไม่อยู่เฉยแน่ ๆ ในฐานะจอมวางแผนและแก้เกมมือหนึ่ง จึงนับว่าน่าติดตามมาก

หงส์แดงและสิงโตน้ำเงิน

ปีนี้ไม่ต้องตกใจที่มีชื่อของหงส์แดง ลิเวอร์พูลมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่าปีที่ผ่านมาพวกเค้าแสดงให้โลกเห็นแล้วว่า เมื่อเกมรุกที่จัดจ้านสมชื่อเครื่องจักรสีแดงคืนชีพ ด้วยมนต์ตราของเทพเจ้าซาลาห์ที่โด่งดังไปทั่วยุโรปในปีเดียว เริ่มทำงานเมื่อไหร่ ก็แทบจะไม่มีทีมไหนรอดจากการเสียประตูได้ ส่วนเกมรับกับนายทวารจุดอ่อนมาตอนนี้พวกเค้าแก้ไขด้วยการซื้อของดีราคาแพงมาอุดแล้ว จึงหมดปัญหา
ส่วนทางด้านทีมใหญ่อย่างเชลซีก็เข้าตำราเดิม ทีมสิงโตน้ำเงินครามตัดสินใจเปลี่ยนโค้ชใหม่อีกครั้ง เป็นซาร์รี่จาก นาโปลี ก็เรียกได้ว่าปรัชญาการเล่นเปลี่ยนอีก และเดาทางไม่ออกอีกครั้ง จึงตัดพวกเค้าออกไม่ได้แน่ ๆ

ทั้ง 4 ทีมนี้จัดว่าเป็นทีมที่ฟันธงได้เลยว่า จะต้องลุ้นแชมป์กันอย่างขับเคี่ยวสูสีไปจนถึงนัดท้าย ๆ เพราะคุณภาพและความสดใหม่ในด้านทรัพยากรของทุกสโมสร จึงเรียกว่าแฟนบอลอดใจรอกันให้มีการแข่งขันไม่ไหวแล้วแน่

 

© 2019 ponballonline.com. All rights reserved.

Theme by Anders Norén.